เลือกซื้อ “โยเกิร์ต” อย่างไร สำหรับคนลดน้ำหนัก


ว่ากันว่าโยเกิร์ต เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับโยเกิร์ตทุกแบบทุกรสชาตินะ เพราะโยเกิร์ตบางชนิดที่มีน้ำตาลเยอะ ก็อาจเป็นสาเหตุของความอ้วนแทนได้เหมือนกัน ดังนั้นเรามาเลือกโยเกิร์ตอย่างถูกวิธี เพื่อหุ่นสวยและรูปร่างที่สมส่วนกันดีกว่า

เลือกโยเกิร์ตที่เป็นรสธรรมชาติ

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ อาจจะไม่ค่อยอร่อยเหมือนกับโยเกิร์ตรสอื่นๆ แถมยังจืดแบบแทบไม่มีรสชาติอีกด้วย แต่หากคุณตั้งใจว่าจะลดน้ำหนักให้ได้จริงๆ ล่ะก็ โยเกิร์ตรสธรรมชาติก็ถือเป็นตัวเลือกเดียวที่คุณควรทานมากที่สุด เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ไม่มีส่วนผสมของผลไม้เชื่อม ที่จะเป็นตัวการเพิ่มน้ำหนักให้กับเราได้นั่นเอง แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอีกมากมายด้วยนะ เพราะฉะนั้นหากต้องการทานโยเกิร์ตเพื่อลดน้ำหนัก ก็ไม่ต้องคิดอะไรให้มากเลย หยิบเอาโยเกิร์ตรสธรรมชาตินี่แหละ เวิร์คสุดแล้ว

อย่าเลือกแค่เห็นคำว่า ไขมันต่ำ

เป็นความเข้าใจผิดที่หลายคนต่างเข้าใจว่า การจะเลือกโยเกิร์ตหรือนมที่ไม่ทำให้อ้วนนั้น จะต้องดูที่คำว่าไขมันต่ำ เพราะจริงๆ แล้วคำว่าไขมันต่ำก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีไขมันเลยจริงไหม อีกทั้งโยเกิร์ตส่วนใหญ่ที่ระบุว่าไขมันต่ำนั้น มักจะใส่น้ำตาลลงไปในปริมาณมาก เพื่อปรับรสชาติให้อร่อยและน่าทานมากขึ้น ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราอ้วนได้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ดังนั้นอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อ เพียงเพราะเห็นคำว่าไขมันต่ำเป็นอันขาดเชียวนะ ทางที่ดีอ่านฉลากก่อนดีกว่าว่ามีปริมาณน้ำตาลมากเท่าไหร่ จะได้ไม่เสียรู้ให้กับระบบการตลาดนั่นเอง

อย่าละเลยปริมาณโปรตีน

หลายคนห่วงแต่ปริมาณแคลอรีที่ระบุอยู่ในฉลากโยเกิร์ต จนลืมใส่ใจกับปริมาณของโปรตีนไป ไม่ใช่ว่าโปรตีนจะทำให้อ้วนหรอก แต่เป็นเพราะหากโปรตีนน้อยเกินไปจากความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วย เอาเป็นว่าหากโยเกิร์ตถ้วยนั้นมีโปรตีนน้อยมาก แต่คุณก็ไม่อยากจะเพิ่มแคลอรีมากไปกว่านี้แล้ว ลองเติมผลไม้ที่มีโปรตีนสูงเพิ่มลงไปในโยเกิร์ตดูสิ แค่นี้ก็ได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอแล้วล่ะ


รู้แบบนี้แล้ว ทีนี้หากคิดจะทานโยเกิร์ตเพื่อลดความอ้วนให้มีหุ่นที่ผอมพรียวล่ะก็ อย่าลืมเลือกโยเกิร์ตอย่างถูกวิธีและดีต่อสุขภาพกันด้วย เพื่อการลดน้ำหนักอย่างแท้จริง และจะได้ไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง 


รักษาผิวสิวหายเกลี้ยงด้วยเกลือและน้ำแข็ง



สาวๆ ที่กำลังเป็นสิวอยู่และอยากมองหาวิธีลดสิวและทำให้สิวหายไวขึ้นลองวิธีนี้ดูนะคะ เหลือ + น้ำแข็ง ช่วยทำให้สิวยุบเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ แต่บอกก่อนว่าเคล็ดลับนี้คนมีผิวเซ้นซิทีฟไม่ควรทดลองเด็ดขาด เพราะเกลืออาจจะมีความแสบแล้วทำให้แพ้หรือระคายเคืองได้

เกลือป่นเนื้อละเอียด +  น้ำแข็งใส่ห่อผ้าสะอาด หรือคูลแพคแช่เย็นจัด

วิธีทำสวย เริ่มได้!!

  • ทำความสะอาดผิวหน้าให้เรียบร้อย เช็ดล้างเครื่องสำอางให้หมดจด จากนั้นนำเกลือไปขัดผิวเบาๆ เว้นบริเวณที่เป็นสิวอักเสบไว้อย่าขัดแรง ซึ่งเกลือจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียและทำให้หนองยุบได้
เสร็จแล้วทำความสะอาดด้วยน้ำอีกครั้งแล้วประคบด้วยน้ำแข็งอีกที สิวจะยุบอย่างรวดเร็วและผิวจะดีขึ้นคะ :)


อบซาวน่า ฝ้าขึ้นจริงหรือเนี่ย


ได้ยินมาแบบนี้ถึงกับอึ้ง จริงหรอที่ว่าถ้าอบซาวน่าแล้วฝ้าจะขึ้น วันนี้สดสวยไปเจอคำแนะนำดีๆ จึงนำมาแชร์ให้สาวๆ ที่ชอบออกกำลังกายแล้วอบซาวน่าเป็นประจำได้รู้กันไปเลยค่ะ

ก่อนอื่นมาดูกันว่า ฝ้านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร?

ฝ้าเป็นความผิดปกติของการสร้างเม็ดสีผิว มีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่างที่ทำให้เกิดขึ้นได้ค่ะ เช่น กรรมพันธุ์ แสงแดดความร้อน ยา และเครื่องสำอางบางชนิด
สำหรับคนที่มีผิวบอบบางจะมีความไวในการเกิดฝ้าจากความร้อน ดังนั้นก็อาจเกิดฝ้าเนื่องจากการทำซาวน่าได้ค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วเหตุผลที่เรามานั่งอบตัวร้อนๆ ในห้องซาวน่าเนี่ย ก็เพราะว่าเราต้องการขับสารพิษออกไปจากร่างกาย โดยจะเข้าไปอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 70 - 90 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 5 - 15 นาที ถือเป็นการดีท็อกซ์ (Detox) หรือการกำจัดท็อกซินออกจากร่างกายวิธีหนึ่ง
สำหรับคนที่มีผิวไวต่อความร้อนจึงควรหลีกเลี่ยงการอบซาวน่า แล้วหันมาเลือกวิธีดีท็อกซ์ผิวแบบอื่นจะดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นการสวนทวารหนักด้วยน้ำกาแฟสูตรของนายแพทย์แม็กซ์ เกอร์สัน (Dr.Max Gerson) สูตรน้ำส้ม มะขาม สูตรน้ำมะนาวหรือแม้กระทั่งน้ำอุ่นเปล่าๆ การออกกำลังกายบริหารและการนวดก็สามารถขจัดท็อกซินออกจากร่างกายได้ไม่แพ้กัน
ลองเลือกให้เหมาะกับความชอบและการใช้ชีวิตของเราได้ดีที่สุดดีกว่านะคะ หวังว่าคงได้ประโยชน์กับสาวๆ ที่มีปัญหาฝ้า และไม่รู้ว่าความร้อนทำร้ายผิวของเราได้ ไม่ใช่แค่ซาวน่าเท่านั้นนะค ถ้าคุณมีผิวที่ไวต่อความร้อนก็ต้องป้องกันผิวของเราอย่างดี เตรียมพร้อมทุกวันกันเลยค่ะ


สูตรมาส์กสลายฝ้ากระ ต้องลอง!



สิ่งที่สาวๆ วัย 30+ กลัวนักกลัวหนาไม่ใช่แค่ริ้วรอยบนใบหน้าเท่านั้นนะคะ แต่ปัญหาฝ้ากระก็ยังเป็นความกังวลอันดับต้นๆ ที่ผู้หญิงเราค่อนข้างซีเรียส ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถบรรเทาได้ด้วยมาส์กนี่ล่ะ มีสูตรอะไรที่ช่วยให้ผิวกลับมาสดใสได้บ้าง มาดูกันค่ะ

น้ำใบบัวบก

ปกติแล้วสรรพคุณของใบบัวบกช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนังได้ รวมถึงฝ้า กระ แค่ใช้น้ำใบบัวบกมาเช็ดหน้า แทนการใช้โทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน ไม่นานก็เห็นผล

ว่านหางจระเข้

ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ออกแล้วล้างให้สะอาด นำเนื้อเจลที่ได้ไปปั่นหรือบด จากนั้นนำมาพอกหน้าโดยทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ฝ้าจางได้ไวขึ้น

น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล

สูตรนี้แนะนำให้ผสมน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลกับน้ำเปล่าเล็กน้อย จากนั้นใช้สำลีชุบและเช็ดให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด

ไข่ขาว

นำไข่ขาวมาทาบางๆ ให้ทั่วบริเวณผิวหน้าที่เป็นฝ้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกค่ะ


ชอบสูตรไหนลองเลือกตามใจแล้วนำไปบำรุงกันได้เลยนะคะสาวๆ


สะโพก+หน้าท้องลาย หายได้ด้วย 2 เคล็ดลับนี้


ปัญหาสะโพกลายมักจะเกิดกันสาวๆ ที่เคยอ้วนแล้วผอมลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีการแตกลาย ส่วนหน้าท้องนั้นก็มักจะเกิดกับคุณแม่ที่คลอดน้องมา แล้วเกิดการยุบตัวของท้องอย่างรวดเร็วเช่นกัน ถ้าไม่หมั่นบำรุงตั้งแต่ตอนท้องก็มักจะเกิดปัญหานี้ให้กลุ้มใจกันทุกคน แต่วันนี้สดสวยหาวิธีแก้ไขในปัญหาผิวแตกลายมาฝากแล้วค่ะ ทั้งหมดเป็นส่วนผสมจากธรรมชาติ สบายใจเรื่องความปลอดภัยแน่นอน แถมยังได้ผลดีอีกด้วยนะคะ

1.ว่านหางจระเข้

เคล็ดลับง่ายๆ เลยก็คือเจ้าว่านหางจระเข้นี่แหละค่ะสาวๆ แค่นำว่านหางมาปอกเปลือกเอาวุ้นสีขาวด้านในมาล้างยางออกให้หมด จากนั้นก็นำตัววุ้นมามาทาผิวบริเวณที่มีการแตกลาย ทำเป็นประจำทุกวันทั้งเช้าและเย็น ต้องใช้ความสม่ำเสมอระยะหนึ่ง ผิวแตกลายจะค่อยๆ จางลงค่ะ


เคล็ดลับนี้ก็ไม่ยากค่ะ แค่นำใบบัวบกสมุนไพรไทยของเรานี่แหละ มาตำเพื่อคั้นเอาแต่น้ำของมันมาทาผิวแตกลาย ทำทุกวันเช้าและเย็นเช่นกันค่ะ จากนั้นผิวก็จะค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเอง แล้วรอยแตกลายก็จะหายไปในที่สุด


เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเคล็ดลับจากสมุนไพร อาจจะไม่ทันใจเท่ายาแผนปัจจุบันเท่าไหร่นัก แต่ผลลัพธ์ก็ดีงามจนเราปลื้มปริ่ม จะให้ดีสาวๆ ควรออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ผิวกระชับมากขึ้น แล้วรอยแตกลายก็จะหายได้เร็วขึ้นค่ะ


สูตรอ่อนโยนรักษาสิวที่หลัง


สิวที่หลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เป็นเพราะฮอร์โมน เสื้อผ้าที่ใส่ไม่สะอาด อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก อาบน้ำไม่สะอาด ผิวมัน แพ้สบู่ แชมพู หรือครีมทาผิว เป็นต้น แต่ที่แน่ๆ มันทำให้เราไม่กล้าใส่เสื้อสายเดี่ยวเปิดไหล่อะไรกับเขาเลยล่ะ เพราะสิวเจ้ากรรมทำหน้าที่ประจานเรียบร้อย แบบนี้อย่าปล่อยไว้เด็ดขาด ลองมาดูวิธีดูแลผิวรักษาสิวเพื่อผิวที่เนียนขึ้นดีกว่าค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • น้ำผึ้ง
  • นมสด
  • ไข่ขาว
  • เกลือขัดผิว

วิธีรักษาสิว

  1. ก่อนอื่นเตรียมส่วนผสมให้พร้อม แล้วทำการมิกซ์ส่วนผสมด้วยสูตรนี้ นำเกลือขัดผิว 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับนมสดประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้งอีกครึ่งช้อนโต๊ะ และไข่ขาว
  2. คนทั้งหมดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนผสมที่ได้จะเป็นเนื้อครีมเหนียว ๆ
  3. เมื่อได้แล้วก็นำมาพอกไว้ที่แผ่นหลัง แล้วค่อยๆ สครับอย่างเบามือ แต่เนื่องจากมันเป็นที่หลังก็อาจจะลำบากนิดหน่อย ให้คนที่บ้านช่วยขัดผิวก็จะทั่วถึงกว่าค่ะ
  4. พอขัดทั่วทั้งหลังแล้วก็ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น
สูตรนี้แค่ทำติดต่อกันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เราจะเห็นได้ว่าสิวที่หลังจะค่อย ๆ แห้งและยุบลงไปเรื่อยๆ ยิ่งถ้าทำอย่างต่อเนื่องนาน ๆ รอยสิวก็จะค่อย ๆ จางลงไปด้วย สวย 2 ต่อแบบนี้ ต้องลองแล้วล่ะค่ะสาวๆ


แครอท + ไข่ขาว แก้ปัญหาผิวมันทันใจ



อากาศบ้านเราไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูกาลไหนก็ทำให้ผิวมันเยิ้มได้เพราะมีสภาพอากาศที่ร้อนระอุ สาวๆ ที่มีปัญหาผิวมันต้องหนักใจเป็นสองเท่าเวลาออกจากบ้าน ทางแก้ไม่ใช่การระงับความมันบนใบหน้าเพียงอย่างเดียว แต่การบำรุงเพื่อปรับสมดุลให้ผิวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นวันนี้สดสวยเลยนำสูตรจากธรรมชาติอย่าง แครอท และ ไข่ขาว มาฝาก อยากบอกว่าเป็นตัวช่วยที่ดีของสาวผิวมันเลยล่ะค่ะ
แครอท มีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่มีส่วนช่วยในการปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ และช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม ช่วยปรับผิวขาว ลดสิวฝ้า กระ จุดด่างดำ เผยผิวขาวกระจ่างใสมากขึ้น ส่วนไข่ขาว ก็จะช่วยลดความมันบนใบหน้า ทำให้รูขุมขนเล็กลง เพิ่มความเต่งตึงบนใบหน้า และทำให้หน้าขาวขึ้น เมื่อนำสองส่วนผสมนี้มารวมกันมันจึงช่วยลดปัญหาความมัน ความหมองคล้ำของผิวได้ มาดูวิธีกันเลยค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • แครอทหั่นลูกเต๋า 1/2 ถ้วยเล็ก
  • ไข่ขาว 1 ฟอง
  • น้ำเปล่า 1 ช้อนชา
  1. นำส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นให้เข้ากัน
  2. จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
  3. แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ความมันบนใบหน้าจะลดลง ผิวจะเต่งตึงมีสมดุลมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าทำเป็นประจำปัญหาความมันและความหมองคล้ำก็จะลดลงไปได้อย่างแน่นอนค่ะ
ตอนนี้สาวๆ ผิวมันรีบเตรียมส่วนผสมกันแล้วใช่ไหมคะ อย่าลืมว่าต้องหมั่นดูแลผิวเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพราะมันจะช่วยทำให้ผิวของเราดีขึ้นตามธรรมชาติ ลองนำสูตรนี้ไปใช้ดูได้เลยค่ะ แล้วอย่าลืมบอกต่อเพื่อนๆ กันด้วยนะคะ


ใช้อายครีมแบบไหนให้ได้ผลดีงาม มาดูกัน!



อยากร้องไห้ให้กับปัญหาตีนกา ริ้วรอยใต้ตา ยิ้มทีเหมือนคนอายุ +++ จนไม่กล้ายิ้มกันแล้วตอนนี้ สาวๆ ทุกคนเลือกอายครีมมาบำรุงรอบดวงตา แต่เราจะมีวิธีใช้อายครีมแบบไหนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ถึงแม้ครีมดีและแพงมากแค่ไหน แต่ถ้าใช้แบบมั่วๆ ผิวก็ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรจะเป็นนะคะ เพราะฉะนั้นเรามาดูเคล็ดลับการใช้อายครีมให้มีประสิทธิภาพกันดีกว่า ว่าแล้วก็หยิบอายครีมขึ้นมาเตรียมไว้แล้วทำตามนี้เลยค่ะ

1.ทาอายครีมเป็นขั้นตอนแรก

ที่เคยคิดว่าอายครีมเป็นสกินแคร์ที่ควรทาเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากเซรั่มและมอยสเจอไรเซอร์ แท้จริงแล้วไม่ใช่เลยค่ะ เราควรทาอายครีมเป็นสิ่งแรกของการบำรุงเลยด้วยซ้ำไป เพราะอายครีมจะมีเนื้อบางเบา การที่ผิวถูกเคลือบไว้ด้วยมอยสเจอร์อื่นๆ ก่อนนั้น จะทำให้อายครีมซึมลงผิวได้ยากหรืออาจจะแค่เคลือบไว้บนๆ เท่านั้นเองค่ะ

2.เลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะ

อายครีมที่ดีควรมีเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ละเอียด รวมถึงโมเลกุลที่เล็ก และซึมซาบลงสู่ผิวได้ง่ายและรวดเร็วกว่ามอยส์เจอร์ไรเซอร์ตัวอื่นๆ ถึงจะเรียกว่าเป็นอายครีมที่มีประสิทธิภาพดีค่ะ

3.น้ำหนักมือต้องเบา

การทาอายครีมไม่จำเป็นต้องนวดเลยค่ะ เพราะการทาอายครีมแบบไม่ให้กระทบกระเทือนรอบดวงตาของเราจนเกิดริ้วรอย ต้องใช้น้ำหนักมือที่เบามาก เป็นไปได้เลือกใช้นิ้วนางในการบำรุง เพราะเป็นนิ้วที่ลงน้ำหนักได้เบาที่สุด วิธีบำรุงคือค่อยๆ แตะที่รอบดวงตา ไม่ต้องถูหรือทาแรงๆ เลยค่ะ และเราสามารถทาอายครีมไปได้ถึงเหนือโหนกแก้มเลยนะ ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ดีค่ะ

4.ทาเปลือกตาบน

อายครีมไม่ได้มีไว้สำหรับใต้ตาเท่านั้น แต่เรายังสามารถบำรุงที่บนเปลือกตาด้านบนด้วย แต่ควรเลือกอายครีมที่ซึมลงผิวได้เร็ว และไม่มันมากเกินไป เพราะไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็มีสิทธิ์ที่อายครีมจะไหลเข้าตาและทำให้แสบตาได้ค่ะ แต่ถ้าทาก่อนนอนก็ไม่มีปัญหา บำรุงได้ทั้งรอบดวงตาเลยค่ะ

5.รอ 15 นาที

อย่างที่บอกว่าเราควรทาอายครีมเป็นอันดับแรกของการบำรุง แล้วควรเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ซึมลงผิวได้อย่างรวดเร็ว หลังจากทาแล้วควรทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือรอจนกว่าอายครีมจะซึมลงผิวจนหมด แล้วค่อยบำรุงด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ในขั้นตอนต่อไป


ใครที่ใช้อายครีมผิดวิธีอยู่ รีบปรับเปลี่ยนวิธีใช้เสียใหม่ตั้งแต่หลังจากอ่านบทความนี้เลยนะคะ เพราะการบำรุงที่ดีและถูกวิธีจะมีประสิทธิภาพและทำให้เราสวยได้ง่ายและเร็วขึ้นค่ะ



มะนาวรักษาผิวกับ 2 ช่วงเวลาดื่มแล้วช่วยเรื่องสิว


สาวๆ คนไหนกำลังเหนื่อยใจกับเรื่องสิว ทำวิธีไหนบำรุงยังไงก็ไม่หาย ลองมาดูเรื่องการดูแลผิวจากภายในกันดีกว่า รู้ไหมว่าการดีท็อกซ์ร่างกาย นอกจากทำให้ระบบขับถ่ายดีแล้ว ผิวยังดีขึ้นด้วย ตัวช่วยสำคัญก็คือ “น้ำมะนาว” นั่นเอง น้ำมะนาวดื่มตอนไหน ช่วยอะไรได้บ้าง ไปดูกัน

ดื่มทุกเช้า

เคล็ดลับแรกคือ ตื่นนอนตอนเช้า แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวก่อนเลยค่ะ โดยวิธีทำง่ายๆ คือ ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว กับ มะนาว 1 ลูก ดื่มให้หมดในครั้งเดียว และดื่มเป็นประจำทุกวันทุกเช้าหลังตื่นนอนนะคะ

ดื่มระหว่างวัน

ระหว่างวันลองผสมน้ำมะนาวไว้ดื่มแทนน้ำเปล่าค่ะ โดยผสมน้ำต้มสุก 1 ลิตร กับมะนาว 2 ลูก แล้วดื่มให้หมดภายในวันเดียวรอดูผลลัพธ์กันได้เลย


ถ้าสาวๆ ทำติดต่อกันภายใน 1 สัปดาห์ เราจะรู้สึกได้เลยว่าร่างกายปรับสมดุลย์ และระบบขับถ่ายจะดีขึ้น ซึ่งมันส่งผลโดยตรงกับเรื่องสิวค่ะ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มันมากๆ เพราะมันอาจทำให้สิวของเราปะทุขึ้นมาอีกนะคะ


มาส์กไข่ สูตรปรับผิวให้ดูอ่อนเยาว์


อยากมีผิวที่อ่อนเยาว์กว่าวัย ใบหน้าสดใสเหมือนสาววัยรุ่น ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าเราหมั่นดูแลผิวอย่างดี วิธีการต่างๆ มีมากมาย หลายคนเลือกตามความสะดวกของตัวเอง แต่สำหรับวันนี้สดสวยนำเคล็ดลับในการดูแลผิวด้วยสูตรง่ายๆ จากธรรมชาติมาฝากค่ะ ก่อนอื่นเรามาเตรียมส่วผสมสำคัญกันเลยดีกว่า

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ไข่ 1 ฟอง
  • น้ำมะนาว 10 หยด
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. แยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกันแล้วนำไข่ขาวมาใส่ไว้ในชาม
  2. หลังจากนั้นใส่น้ำมะนาวลงไปไข่ขาวประมาณ 10 หยด ตามด้วยแป้งข้าวเจ้าอีก 1 ช้อนชา มิกซ์ส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี อย่าให้เกาะกันเป็นก้อน
  3. จากนั้นนำส่วนผสมมาทาบนใบหน้า แล้วทิ้งไว้เป็นเวลา 15 นาที
  4. พอรู้สึกถึงความตึงและแห้งแล้วก็ล้างออกด้วยน้ำเย็นได้เลยค่ะ
สูตรนี้มีประโยชน์ต่อผิวของเราอย่างมากมายเลยนะคะ ไข่ขาวจะช่วยกระชับรูขุมขน ส่วนแป้งข้าวเจ้าและน้ำมะนาวมีประโยชน์ในการกำจัดจุดด่างดำบนผิวหน้า เมื่อบำรุงแล้วผิวก็เราก็จะดูสะอาดสดใสไร้ริ้วรอยและจุดด่างดำต่างๆ เห็นไหมล่ะว่ามีแต่ข้อดี แถมส่วนผสมเหล่านี้หาได้ง่ายมากๆ ด้วย รู้แบบนี้แล้วอย่ารอช้า หามาบำรุงกันเลยค่ะ


ไขข้อข้องใจ เครื่องดื่มคอลลาเจน ดีจริงหรือ?


พออายุเริ่มต้นเข้าสู่เลข 3 สาวๆ หลายคนเริ่มมองหาตัวช่วยในการชะลอวัยมาเติมความต้องการแล้วใช่ไหมคะ สิ่งที่ผู้หญิงมักจะเลือกเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือ เครื่องดื่มคอลลาเจนยอดนิยม เพราะเป็นสิ่งที่หาซื้อง่าย บริโภคง่าย แถมยังให้ความรู้สึกว่าปลอดภัย แต่จะมีใครที่หาข้อมูลลึกๆ มาบ้างว่าเครื่องดื่มคอลลาเจนดื่มแล้วดีต่อผิวจริงไหม มีผลอย่างไรกับร่างกายของเราบ้าง วันนี้สดสวยนำข้อเท็จจริงมาแชร์ให้สาวๆ ได้รู้กันแล้วค่ะ

คอลลาเจนคืออะไร?

เรารู้กันอยู่แล้วใช่ไหมว่าคอลลาเจนคือโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกายและเป็นสิ่งที่ทำให้โครงสร้างผิวของเราแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น คอลลาเจนสามารถพบได้ในเส้นผม เล็บ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และผิวหนัง แต่พออายุย่างเข้า 30 ปี คอลลาเจนก็เริ่มลดลงไปเรื่อยๆ ผิวหนังของเราจะสูญเสียความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และความชุ่มชื้นเมื่อแก่ตัวลง เราจึงพยายามมองหาคอลลาเจนจากสิ่งอื่นมาทดแทน
ปกติคอลลาเจนในการเสริมความงามสามารถหาได้จากสัตว์ เช่น ปลา และเป็นส่วนประกอบยอดนิยมในผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอย คนส่วนใหญ่ชอบครีมคอลลาเจนแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังบางคนกลับสงสัยว่าคอลลาเจนมีประสิทธิภาพในการซึมลงเข้าสู่ผิวหนังได้ลึกพอที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงหรือไม่ ขณะที่บางกลุ่มก็อ้างว่าเครื่องดื่มคอลลาเจนสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนภายในร่างกายได้ดีกว่า

ได้ผลจริงหรือ?

ตั้งข้อสงสัยง่ายๆ เลยค่ะ คอลลาเจนเดินทางจากลำไส้ไปถึงใบหน้าหรือผิวได้หรอ? ที่จริงแล้วนี่เป็นแค่คำกล่าวอ้างเฉยๆ เริ่มจากร่างกายจะย่อยโมเลกุลของคอลลาเจนจนย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กๆ เนื่องด้วยร่างกายของคุณจดจำคอลลาเจนเหล่านั้นได้และคิดว่าอาจมีการบาดเจ็บ มันจึงตอบสนองโดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาตามธรรมชาติ ฟังดูมีเหตุผลนะ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานการวิจัยอะไรรองรับอย่างเป็นทางการ
บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cosmetic Dermatology เมื่อปี 2004 พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมคอลลาเจนได้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหลังจากที่ใช้ไป 8 สัปดาห์และเพิ่มความหนาแน่นของคอลลาเจนหลังจากที่ใช้ไปเพียง 4 สัปดาห์ ขณะเดียวกันบทความในวารสาร Skin Pharmacology and Physiology เมื่อปี 2013 ชี้แจงว่าความชุ่มชื้นของผิวมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยแต่มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมคอลลาเจน

เสี่ยงแพ้คอลลาเจน

ความเสี่ยงที่อันตรายมากที่สุดคืออาการภูมิแพ้ เช่น หากคุณแพ้ปลาก็อาจมีอาการแพ้คอลลาเจนเปปไทด์จากปลา เช่นเดียวกับคอลลาเจนเปปไทด์จากเนื้อวัว เนื้อหมู และหอย ดังนั้นหากคุณมีอาการแพ้อาหารก็ควรหมั่นตรวจสอบเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ อยู่เสมอ

ข้อดีจากคอลลาเจน

  • ผิวเปล่งปลั่ง
  • ลดริ้วรอย
  • ช่วยทำให้รอยแผลเป็นหายง่ายขึ้น
  • ผิวชุ่มชื้น
  • ลดเลือนแผลเป็นจากสิว
ถึงอย่างไรเครื่องดื่มคอลลาเจนก็ยังเป็นที่นิยมของสาวๆ กันอยู่เสมอ ข้อมูลส่วนนี้มีไว้ให้ความรู้และประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อคอลลาเจนเท่านั้นหลายๆ คนเชื่อว่าการดื่มคอลลาเจนจะทำให้ผิวสวยและชะลอวัยได้ ซึ่งมันอาจจะต้องใช้ความสม่ำเสมอในการบริโภคอย่างที่กล่าวไว้ สำหรับสาวๆ คนไหนที่ดื่มแล้วได้ผลก็อย่าลืมบอกต่อเพื่อนๆ หน่อยนะคะ ^^

www.konphenfai.com
www.facebook.com/jeawshop

สครับกาแฟสูตรออร์แกนิกไร้สารเคมี


กาแฟ” นอกจากจะนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยแก้ง่วงแล้ว มันยังมีประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพร่างกาย และสุขภาพผิวด้วยนะคะ หลายๆ เครื่องสำอางนำกาแฟมาเป็นส่วนผสมหลัก และยังมีหลายคนที่คิดค้นสูตรกาแฟมาบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่ง ซึ่งวันนี้สดสวยก็นำสูตร DIY กาแฟออร์แกนิกมาบอกต่อ เป็นเทรนด์ใหม่สุดฮิตสำหรับคนที่พยายามรักษาสุขภาพผิวค่ะ มาดูกันเลยว่าสูตรนี้ DIY กันอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • กาแฟออร์แกนิกบด 1 ถ้วย
  • เกลือหรือน้ำตาลออร์แกนิก 1 ถ้วย
  • ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันสวีทอัลมอนด์ 1/2 ถ้วย
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

มาเลยค่ะมาเริ่มต้นทำกันเลย!

  1. ผสมกาแฟบด น้ำตาล (หรือเกลือ) และผงโกโก้ลงไปในชามใหญ่ แล้วใส่น้ำมันสวีทอัลมอนด์กับน้ำผึ้งลงไปเลยค่ะ
  2. จากนั้นผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ใช้ไม้พายหรือมือที่สะอาดคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
  3. เทส่วนผสมทั้งหมดลงไปในขวดโหล ใช้ภาชนะที่มีผนึกแน่นเพื่อไม่ให้สครับแห้ง
  4. จากนั้นก็นำมาใช้บำรุงผิวสัปดาห์ละครั้งได้เลยค่ะ
น่าลองใช่ไหมล่ะ สครับกาแฟสูตรออร์แกนิกแบบนี้ ของดีอย่าลืมบอกต่อเพื่อนๆ นะคะสาวๆ


ใช้น้ำผึ้งล้างหน้า ผิวสะอาดกระจ่างใส


เราจะเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าเคล็ดลับความงามสูตรต่างๆ มักจะมีน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยหลายสูตรเลยทีเดียว เพราะน้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนใบหน้าของคุณได้ ในน้ำผึ้งอุดมไปด้วยเอ็นไซม์บำบัดและมีสรรพคุณต่อต้านการอักเสบ นอกจากนี้น้ำผึ้งดิบยังช่วยทำให้ใบหน้าอ่อนนุ่มและชุ่มชื้น เพราะมีสารอาหารและสารบำบัดที่เต็มเปี่ยม วันนี้สดสวยเลยนำเคล็ดลับการล้างหน้าด้วยน้ำผึ้งมาแชร์ต่อ มาดูกันว่าถ้าใช้น้ำผึ้งล้างหน้าแล้วผิวจะเป็นอย่างไร
น้ำผึ้งอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่น วิตามินบี 1 และซี รวมถึงแร่ธาตุต่างๆและกรดอะมิโนในการบำรุงผิว มันจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในเซลล์ผิว เพราะจะทำหน้าที่เป็นสารฮิวเมกเตนท์เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและความสดชื่นเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังไม่ทำให้ผิวแห้งและยืดความอ่อนเยาว์รวมถึงป้องกันการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นด้วย
แน่นอนว่าน้ำผึ้งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติดังนั้นมันจึงมีสรรพคุณป้องกันริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งจะช่วยรักษาน้ำมันธรรมชาติในผิวทำให้มีความยืดหยุ่นและเรียบเนียนมากขึ้น น้ำผึ้งเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมันและเป็นสิวง่าย อย่างที่บอกว่ามันช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย แถมยังทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างหมดจดเลยด้วยนะ มาดูเคล็ดลับการล้างหน้าด้วยน้ำผึ้งกันเลยดีว่าค่ะ

วิธีล้างหน้าด้วยน้ำผึ้ง

  • ล้างหน้าให้เปียกหมาดๆ
  • ใช้น้ำผึ้งเพียงเล็กน้อยถูลงไปบนผิวหน้าเหมือนกับการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าปกติ
  • ล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยกระชับรูขุมขน
ทำทุกวันแทนการล้างหน้าด้วยโฟม จะเห็นเลยว่าผิวกระจ่างใสและสุขภาพดี เนียนนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ก่อนทำความสะอาดผิวหน้าอย่าลืมล้างเครื่องสำอางที่มีความฝังแน่นออกเสียก่อนนะคะ เพราะไม่เช่นนั้นเครื่องสำอางอาจจะอุดตันผิวได้ :)


สูตรน้ำกะทิ+น้ำมะนาว ผมยาวตรงสวยใน 7 ขั้นตอนง่ายๆ


สาวๆ ผมหยักศกทั้งหลาย เหนื่อยจะจัดทรงผมกันแล้วใช่ไหมล่ะคะสาวๆ บางทีอยากจะรีบออกจากบ้าน ไม่มีเวลาจะนั่งรีดผมตรงหรือม้วนลอนอะไรใดๆ แต่ผมเจ้ากรรมก็ทำให้ดูเป็นยัยเพิ้งสุดๆ หยุดปัญหาเหล่านี้ด้วยสูตรดูแลเส้นผมให้ตรงยาวสวยกันดีกว่าค่ะ เคล็ดลับนี้จะช่วยให้เส้นผมของสาวๆ ตรงสวยและมีน้ำหนัก ไม่ชี้ฟูจนต้องรวบผมอยู่ทรงเดียวแน่นอน งานนี้เรามาลองใช้วิธีธรรมชาติที่ทำให้ผมตรงมีน้ำหนักไปพร้อมๆ กับการบำรุงดูดีกว่า

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • น้ำกะทิ
  • มะนาว
  • ผ้าขนหนูอุ่น

Step ผมสวยด้วยน้ำกะทิ + น้ำมะนาว

  1. เตรียมน้ำกะทิจากหัวกะทิเอาไว้ประมาณ 2 ถ้วย หรือจะใช้น้ำกะทิสำเร็จรูปก็ได้เพื่อความสะดวกของสาวๆ ค่ะ
  2. คั้นน้ำมะนาวสด 1 ลูก แล้วผสมลงไปในน้ำกะทิ
  3. นำส่วนผสมที่ได้ไปแช่ไว้ในช่องฟรีซประมาณ 1-2 ชั่วโมง
  4. เราจะเห็นได้ว่าส่วนผสมจะแยกกันออกมาเป็นชั้น เราตักออกมาแค่ชั้นของกะทิที่เข้มข้นด้านบน
  5. นำกะทิมาชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วพันด้วยผ้าขนหนูอุ่นเหมือนอบไอน้ำ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
  6. สระผมทำความสะอาดตามปกติ
  7. เป่าผมให้แห้งจะสัมผัสได้ถึงเส้นผมที่เรียบลื่นมีน้ำหนักขึ้น
บำรุงเส้นผมแบบนี้เป็นประจำ ผมที่หยักศกขาดน้ำหนักจะเริ่มตรงสวยและมีน้ำหนักมากขึ้น สูตรนี้ทำได้บ่อย ไม่ต้องไปยืดผมถาวรแน่นอนค่ะ