8 ผลไม้กินแล้วผิวขาว

คงไม่มีสูตรลับผิวขาวไหนที่จะให้ประสิทธิภาพได้ดีเท่ากับการบำรุงจากภายใน และการกินอาหารอย่างผักผลไม้ก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ดีที่สุดเช่นกัน สำหรับผลไม้ที่สาวๆ กินแล้วผิวขาวนั้น หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง หากที่แน่ๆ ผลไม้ที่ประกอบด้วยวิตามินซีนั่นแหละที่จะทำให้ผิวสาวๆ ขาวกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วผลไม้ที่ทำให้ผิวขาวเหล่านั้นมีอะไรบ้าง สาวๆ หลายคนอยากรู้กันแล้ว ถ้าเช่นนั้น ตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
 
                1.มะนาว เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผลกลมเล็กๆ อย่างมะนาวประสิทธิภาพไม่ได้เล็กน้อยเลย เพราะประกอบด้วยวิตามินซีสูงช่วยให้ผิวขาวใสได้อย่างมากเปล่งปลั่ง                                              


2.ส้ม ส้มนั้นมีคุณประโยชน์ต่อผิวมากมาย ช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิวได้ ทำให้ผิวของคุณอ่อนเยาว์
 3.มะเขือเทศ ป้องกันปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ชะลอวัยของคุณให้เป็นสาวผิวสวย คงความอ่อนเยาว์ไว้อย่างเนิ่นนาน      
 4.ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่ประกอบด้วยวิตามินซีสูงมากทีเดียว และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี

                5.แอปเปิ้ล ราชาผลไม้อย่างแอปเปิ้ล อุดมด้วยเพคตินช่วยให้เล็บแข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย

                6.มะละกอ ใครที่มีปัญหาท้องผูกมักทำให้ผิวไม่ขาวใส หม่นหมอง ดังนั้น หากกินมะละกอรับรองไร้ปัญหาท้องผูกมากวนใจ เผยผิวขาวใสได้อย่างแน่นอน

                7.กล้วยหอม เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หากทานตอนเช้าจะยิ่งดีมากๆ ทำให้อิ่มท้องนานด้วย


วิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วย มหัศจรรย์ความงาม "ครีมสมุนไพรกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน by jeawshop " ง่ายแบบไม่ต้องพึ่งเลเซอร์ !







 ติ่งเนื้อ ดูแล้วไม่มีอันตรายอะไร แต่ก็สร้างความน่ารำคาญอย่างนี้ต้องกำจัดสถานเดียว แต่ว่าจะมีวิธีกำจัดติ่งเนื้อแบบไหนบ้างต้องไปดูกัน

          ติ่งเนื้อ แขกไม่ได้รับเชิญที่มักจะโผล่มาทักทายเรา แม้ว่าจะไม่ส่งผลเสียอะไรกับร่างกาย แต่ก็สร้างความน่ารำคาญ ทำให้หงุดหงิดได้ เพราะเจ้าติ่งเนื้อเหล่านี้ไม่ยอมหลุดไปง่าย ๆ จะให้ไปหาหมอเพื่อเลเซอร์ออก ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น เขาบอกมาว่ามีวิธีกำจัดติ่งเนื้อแบบธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินมากมายก็โบกมือลาติ่งเนื้อกวนใจไปได้เลย

          ติ่งเนื้อ คือเนื้องอกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็งแต่อย่างใด โดยติ่งเนื้อจะประกอบด้วย เนื้อเยื่อผิวหนัง ทั้งหนังกำพร้า หนังแท้ และเนื้อเยื่อไขมัน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป และติ่งเนื้อเหล่านี้ก็ไม่เคยมีการรายงานว่ากลายเป็นเนื้องอกมะ­­­เร็งแต่อย่างใด

          สาเหตุนั้นไม่เป็นที่ทราบอย่างชัดเจน แต่ก็มักพบว่าติ่งเนื้อจะเกิดในบริเวณที่ผิวหนังเสียดสีกันบ่อย­­­ และตามรอยพับรอยย่นต่าง ๆ ของร่างกาย อาทิเช่น ใต้หน้าอกของผู้หญิง รักแร้ คอ เปลือกตา หรือบริเวณที่เสียดสีกับเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับก็ทำให้เกิดติ่งเนื้อได้เช่นกัน

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าโรคติ่งเนื้อมีความเกี่ยวข้องกับโร­­­คประจำตัวบางชนิด อย่างโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคไขมันในเลือดสูง หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจ ติ่งเนื้อที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีความอันตรายแต่อย่างใด และสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้หลังจากกำจัดออกไปแล้ว และอาจจะมีอาการคันที่เกิดจากการเสียดสีกับเสื้อผ้าหรือเครื่อง­ประดับได้โดยหากคันก็ไม่ควรเกาเพราะอาจจะทำให้เป็นแผลและติดเช­­ื­้อจนต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ วิธีลดอาการคันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเครื­­­่องประดับที่อาจทำให้เกิดอาการคันได้ค่ะ

          ทั้งนี้ การกำจัดติ่งเนื้อสามารถกำจัดได้ง่ายๆ ใช้วิธีง่าย ๆ
ด้วย มหัศจรรย์ความงาม "ครีมสมุนไพรกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน by jeawshop"
 (www.konphenfai.com และ www.facebook.com/jeawshop) จากสมุนไพรธรรมชาติ ต้นตำหรับครีมสมุนไพรกำจัดไฝ ยาสมุนไพรกำจัดไฝ  ซึ่งมีวิธีการกำจัดดังนี้ค่ะ

อุปกรณ์ที่จัดเตรียม
1.ครีมสมุนไพรกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน by jeawshop (จิ๋วช็อป)
2.แอลกฮออล์ (ถ้ามี)
3.สำลีคัตเติ้ลบัต
4.ไม้จิ้มฟัน (ใช้ไม้จิ้มฟัน เพราะสะอาดและสะดวก หาง่าย)


ขั้นตอนการกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน กระ ติ่งเนื้อ 
1.ใช้สำลีคัตเติ้ลบัตจุ่มแอลกฮออล์ (ถ้ามี) หรือทำความสะอาดส่วนที่ต้องการทำให้สะอาดก่อน
2.นำไม้จิ้มฟันเขี่ยยากำจัดไฝส่วนที่ใสๆ แล้วนำมาแต้มยาโดยจิ้มๆแต้มยาให้ทั่วๆจุดที่เป็น สักครู่จะรู้สึกแสบนิดๆคล้ายกับการทำเลเซอร์ เนื่องจากตัวยาทำปฎิกิริยากับเม็ดไฝ ขี้แมลงวัน  (แต้มยาตามลักษณะของ ไฝ ขี้แมลงวัน กระ ติ่งเนื้อ ตามวิธีการใช้ของผลิตภัณฑ์)
3.ถ้าในกรณีที่ยาสมุนไพรกำจัดไฝ เลอะหรือไหลเกินบริเวณจุดที่เป็นออกมาให้ใช้สำลีคัตเติ้ลบัตเช็ดส่วนที่เกินออกมา
4.หลังจากแต้มยาสมุนไพรกำจัดไฝ ขี้แมลงวันแล้ว จุดที่ทำจะชัดขึ้นเล็กน้อย และมีรอยแดงๆขึ้นรอบๆจุดที่ทำ ซึ่งรอยแดงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปกติ (ไม่ได้เกิดจากการแพ้) สักครู่รอยแดงก็จะหายไปเอง ห้ามโดนน้ำประมาณ 4-5 ชม. หลังจากนั้นก็ล้างหน้า และแต่งหน้าได้ตามปกติ
5.หลังจากแต้มยาสมุนไพรกำจัดไฝ ขี้แมลงวันแล้ว อีกประมาณ 2-3 วันให้ทาครีมแก้อักเสบและครีมบำรุง เพื่อช่วยในการผลัดเซลส์ผิวให้เร็วขึ้นและทำให้ผิวเรียบเนียนใสเป็นปกติ

www.konphenfai.com
www.facebook.com/jeawshop


วิธีนวดลดน่องให้เล็ก เสกขาเรียวง่าย ๆ ภายใน 3 นาที !


วิธีนวดลดน่องให้เล็ก

          วิธีลดน่องให้ขาเรียวเล็ก เสกน่องโต ๆ ให้หาย สลายไขมันและเซลลูไลท์ให้เกลี้ยง เพียงแค่นวดลดน่องขาง่าย ๆ ภายใน 3 นาที !

          ลดน้ำหนักจนหุ่นดีแล้วแต่ยังเหลือน่องใหญ่ ๆ ตามกรรมพันธุ์ไว้ให้เห็นเต็มตา ใครมีปัญหาลดน่องไม่สำเร็จสักทีมาลองวิธีนวดลดน่องง่าย ๆ เสกน่องเล็กเรียวสวยด้วยสองมือของเราเองกันเถอะ !

          ต้องบอกว่าการที่เรามีน่องโต ๆ ขาใหญ่ ๆ อาจไม่ใช่จากกรรมพันธุ์ทั้งหมด แต่ที่น่องใหญ่อาจเป็นเพราะมีสารคัดหลั่งใต้เซลล์ผิวหนังคั่งค้าง รวมทั้งเซลลูไลท์ที่ขึ้นเป็นผิวเปลือกส้มอย่างเห็นได้ชัดนั่นอีก ซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถกำจัดต้นเหตุของปัญหาน่องใหญ่ และขาโต๊ะสนุ้กได้ เพียงนวดลดน่องขาด้วยวิธีดังต่อไปนี้หลังอาบน้ำ และบริหารกล้ามเนื้อเพื่อกระจายไขมันออกไปอีกนิดหน่อย โดยหมดทุกกระบวนท่าลดน่องโต ๆ ให้เรียวเล็ก จะใช้เวลาเพียง 3 นาทีต่อวันเท่านั้น !

วิธีนวดลดน่องให้เล็ก

           1. ประกบนิ้วมือทั้งสองข้าง ประสานกันไว้บนหน้าแข้ง บริเวณเหนือข้อเท้าเล็กน้อย

           2. ออกแรงกดพอประมาณ แล้วค่อย ๆ รูดมือจากข้อเท้าขึ้นมาถึงข้อพับ ทำซ้ำอย่างนี้ประมาณ 5-6 ครั้ง แล้วพักมือไว้ที่ใต้ข้อพับ

           3. นวดคลึงใต้ข้อพับสักพัก จากนั้นไล่นวดจากข้อพับลงมาที่ต้นขา

วิธีนวดลดน่องให้เล็ก

           4. คลายมือออก จากนั้นวางมือขวาไว้ที่ใต้เข่า ส่วนมือซ้ายวางที่หน้าขาเหนือหน้าแข้ง แล้วค่อย ๆ เลื่อนมือขวานวดลงมาที่ข้อเท้า ในขณะเดียวกันก็ใช้มือซ้ายนวดจากข้อเท้าขึ้นมาที่ข้อพับ สลับกันเรื่อย ๆ เพื่อไล่อาการบวมน้ำ และขจัดเซลลูไลท์ที่น่องไปพร้อม ๆ กัน

           5. ทำซ้ำทุกขั้นตอนกับน่องอีกข้าง

วิธีนวดลดน่องให้เล็ก

           6. เมื่อนวดลดน่องครบทั้งสองข้าง ให้นอนลง แล้วชูแขนขึ้นทั้งสองข้าง จากนั้นยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้นทั้งสองข้างเช่นเดียวกัน เมื่อพร้อมแล้วก็แกว่งแขนและขาบนอากาศเบา ๆ สักพัก เป็นการไล่ไขมันสะสมให้กระจายตัว

          ลดน่องให้เรียวเล็กสมใจก็ทำไม่ยากเลยเห็นไหมคะ เพียงแค่มีความขยันนวดลดน่องขาทุกวัน อีกไม่นานก็น่าจะอวดเรียวน่องที่สวยเพรียวแล้วล่ะ อ้อ ! แล้วอย่าลืมควบคุมอาหาร ดื่มน้ำเยอะ ๆ และหมั่นออกกำลังกายด้วยนะ
www.konphenfai.com


แมคคาเดเมีย ราชาแห่งถั่ว ธัญพืชเพื่อสุขภาพ

 แมคคาเดเมีย แหล่งโปรตีนที่เปี่ยมไปด้วยไขมันที่ดีต่อสุขภาพ และช่วยลดคอเลสเตอรอล เรามาดูกันเถอะว่า แมคคาเดเมีย สรรพคุณ และประโยชน์ จะมากมายขนาดไหนกัน

          ถั่วแมคคาเดเมียมีชื่อเสียงว่าเป็นถั่วมีรสชาติอร่อย แต่ราคาสูง ซึ่งในปัจจุบันแมคคาเดเมียกำลังได้รับความนิยมในการนำมาแปรรูปหรือนำไปเป็นส่วนผสมต่าง ๆ ในอาหารมากมาย อย่างเช่น เค้ก และสลัดเพื่อสุขภาพ แต่เชื่อว่าคงมีอีกหลายคนเช่นกันที่ยังไม่รู้จักเจ้าถั่วเปลือกแข็งชนิดนี้ดีพอ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออาสานำทุกท่านไปทำความรู้จักกับถั่วแมคคาเดเมีย ถั่วที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว ที่รับรองว่าใครที่กำลังสนใจอยากลองชิมถั่วชนิดนี้ จะต้องรีบหามารับปประทานอย่างแน่นอนค่ะ เพราะประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพของแมคคาเดเมียมีมากมายจริง ๆ แต่ก่อนที่เราจะไปรู้ถึงสรรพคุณและประโยชน์ต่าง ๆ ของมัน เรามาทำความรู้จักกับราชาแห่งถั่วชนิดนี้กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ 

          ถั่วแมคคาเดเมียมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Macadamia integrifolia เป็นพืชในตระกูลนัท หรือถั่วเปลือกแข็ง เป็นพืชยืนต้นที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2386 แต่ไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2400 Boron Sir Ferdinand Jacob Heinrich von Mueller และ Walter Hill ได้ค้นพบแมคคาเดเมียแบบผลเล็ก ทั้งคู่จึงได้ขอจดทะเบียนแมคคาเดเมียเป็นพืชสกุลใหม่ โดยชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นพื่อเป็นเกียรติแก่เพื่อนสนิทที่เคารพรักใคร่ คือ ดร.John Macadam สำหรับแมคคาเดเมียนั้นมีสายพันธุ์ทั้งหมด 10 ชนิด แต่สามารถบริโภคได้ 2 ชนิด ซึ่งสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิระหว่าง 9 องศาเซลเซียส และสูงสุดไม่เกิน 32 องศาเซลเซียส และต้องเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย ดูดซึม น้ำได้ดี


ในประเทศไทยแมคคาเดเมียถูกนำเข้ามาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2496 โดยองค์การยูซอม USOM: United state Operation Mission) ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดส่งเมล็ดแมคคาเดเมียเข้ามาเพื่อให้ประเทศไทยทำการทดลองปลูก ผ่านทางกรมกสิกรรม (ในปัจุบันได้รวมกับกรมการข้าวกลายเป็นกรมวิชาการเกษตร) แต่ในสมัยนั้นการทดลองปลูกไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเพราะต้นแมคคาเดเมียที่ปลูกส่วนใหญ่ไม่ติดผล ถึงแม้ติดผลแต่ขนาดของผลก็ไม่ได้มาตรฐานสากล หลังจากนั้นก็มีการทดลองอีกหลายครั้งจนกระทั่งประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2527 และในปัจจุบันแมคคาเดเมียได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้นำมาใช้เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ชาวเขาที่อยู่ในโครงการค่ะ

 คุณค่าทางโภชนาการของแมคคาเดเมี

          ในแมคคาเดเมีย 100 กรัมจะมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี

           พลังงาน 718 กิโลแคลอรี่
           โปรตีน 7.91 กรัม
           ไขมัน 75.77 กรัม
           คาร์โบไฮเดรต 13.82 กรัม
           ไฟเบอร์ 8.6 กรัม
           น้ำตาล 4.57 กรัม
           แคลเซียม 85 มิลลิกรัม
           ธาตุเหล็ก 3.69 มิลลิกรัม
           แมกนีเซียม 130 มิลลิกรัม
           ฟอสฟอรัส 188 มิลลิกรัม
           โพแทสเซียม 368 มิลลิกรัม
           โซเดียม 5 มิลลิกรัม
           สังกะสี 130 มิลลิกรัม
           วิตามินซี 12 มิลลิกรัม
           วิตามินบี 1 1.195 มิลลิกรัม
           วิตามินบี 2 0.162 มิลลิกรัม
           วิตามินบี 3 2.743 มิลลิกรัม
           วิตามินบี 6 0.275 มิลลิกรัม
           วิตามินอี 0.54 มิลลิกรัม

 แมคคาเดเมีย สรรพคุณ อันมหัศจรรย์ต่อร่างกาย

          แมคคาเดเมีย เป็นพืชที่มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและป้องกันการเกิดลิ่มเลือดได้ เพราะภายในเมล็ดแมคคาเดเมียนั้นมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง และไม่มีคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กและแมกนีเซียม จึงทำให้ในปัจจุบันมีการนำเนื้อในของเมล็ดแมคคาเดเมียมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น อาหารขบเคี้ยว น้ำมัน แป้ง และนำมาเป็นส่วนผสมในขนมชนิดต่าง ๆ มากมาย และแมคคาเดเมียก็ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่นี้ แต่ยังมีสรรพคุณและประโยชน์อีกมากมายเลยเชียวล่ะ ไปดูกันเถอะว่ามีอะไรบ้าง

 1. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

          แม้ว่าถั่วแมคคาเดเมียจะมีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง แต่ไขมันชนิดนี้กลับเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะเป็นไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว ภายในแมคคาเดเมียมีไขมันชนิดนี้ถึง 17 กรัมต่อออนซ์ (1 ออนซ์ = 28.3 กรัม) ไขมันชนิดนี้นี่ล่ะค่ะที่ดีต่อสุขภาพช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและช่วยทำความสะอาดหลอดเลือดแดงทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองลดลง นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย มีการรายงานถึงการศึกษาเมื่อปี 2012 ที่ตีพิมพ์ลงในสารสารการแพทย์ "Archives of Internal Medicine" ว่า ถ้าหากรับประทานถั่วแมคคาเดเมียแทนเนื้อแดงก็จะช่วยให้ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจให้ลดน้อยลงได้ค่ะ

 2. เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของร่างกาย

          แมคคาเดเมียเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญต่อร่างกาย สามารถนำมาทดแทนเนื้อสัตว์ในอาหารสุขภาพ อย่างเช่นสลัด ได้เลยล่ะค่ะ เพราะในแมคคาเดเมียมีโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกล้ามเนื้อและเนื่อเยื่อส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งนอกจากมันจะช่วยบำรุงรักษากล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายแล้วมันยังช่วยบำรุงเล็บ เส้นผม และผิวหนังให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

 3. มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันมะเร็งและชะลอความแก่ชราได้

          สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในถั่วแมคคาเดเมียอย่างฟลาโวนอยด์ซึ่งจะพบแต่ในธรรมชาติเท่านั้น สามารถช่วยป้องกันเซลล์จากความเสียหายต่าง ๆ และปกป้องเซลล์จากสารพิษที่อยู่ในสภาพแวดล้อม โดยฟลาโวนอยด์เหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เข้าไปซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายและทำลายอนุมูลอิสระต่าง ๆ ในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ หรือโรคมะเร็งบางชนิด อาทิเช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ในถั่วแมคคาเดเมียยังมีกรดพาลมิโทเลอิค (palmitoleic) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่ง สารชนิดนี้จะไปช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นและอ่อนเยาว์อีกด้วยล่ะ

 4. ช่วยลดน้ำหนัก

          คนส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วแมคคาเดเมียเพราะคิดว่าเป็นถั่วที่มีไขมันสูง แต่ที่จริงแล้วไขมันที่อยู่ในถั่วชนิดนี้เป็นไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้ด้วย แถมยังมีโอเมก้า 7 ซึ่งเป็นไขมันที่ใช้ในการสร้างเอนไซม์และควบคุมการเผาผลาญไขมันรวมทั้งลดความอยากอาหาร และมีกรดพาลมิโทลีอิค (palmitoleic) ซึ่งจะไปกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายและช่วยลดการสะสมของไขมัน ถ้าใครที่กำลังคิดจะลดความอ้วนแต่กลัวว่าถั่วแมคคาเดเมียจะทำให้อ้วนล่ะก็ เปลี่ยนความคิดแล้วรีบหามารับประทานเดียวนี้เลยค่ะ

5. มีไฟเบอร์สูงช่วยในระบบขับถ่ายและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

          แมคคาเดเมียมีไฟเบอร์ถึง 7% ซึ่งในไฟเบอร์นั้นประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและไฟเบอร์ที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำอีกหลายชนิด ซึ่งไฟเบอร์นี่ล่ะที่จะช่วยทำให้เราอิ่มไวขึ้น ช่วยในการย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ อาทิเช่น โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ แถมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ โรคผนังถุงลำไส้ใหญ่อักเสบ นิ่วในไตและนิ่วในถุงน้ำดีได้อีกด้วยค่ะ

 6. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

          แร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในแมคคาเดเมียต่างก็เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างเช่นฟอสฟอรัสซึ่งมีส่วนในการบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยในการเผาผลาญอาหาร ช่วยดูดซึมและขนส่งสารอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แคลเซียมช่วยบำรุงให้กระดูกและฟันแข็งแรง หรือแมงกานีสที่ช่วยในสร้างเนื้อเยื่อกระดูกใหม่ นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนและลดความรุนแรงของโรคไขข้ออักเสบอีกด้วย ยิ่งถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชายล่ะก็ การรับประทานแมคคาเดเมียจะยิ่งทำให้คุณได้รับแมงกานีสเพียงพอต่อร่างกาย ในแต่ละวันผู้ชายจะต้องได้รับแมงกานีสเฉลี่ยวันละ 2.3 มิลลิกรับ ในผู้หญิงต้องได้รับ 1.8 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งในถั่วแมคคาเดเมีย 1 ออนซ์ (28.3 กรัม) นั้นมีปริมาณแมงกานีสถึง 1.2 มิลลิกรัม ตีเป็น 52% ของแมงกานีสที่ผู้ชายควรได้รับต่อวัน และ 67% ของแมงกานีสที่ผู้หญิงควรได้รับต่อวันเลย

 7. สร้างเสริมประสาทและสมองให้แข็งแรง

          การรับประทานถั่วแมคคาเดเมียจะทำให้ระบบประสาทแข็งแรง ลดการเกิดตะคริวอันเนื่องมาจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะแร่ทองแดงในแมคคาเดเมีย แร่ธาตุที่ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาท ซึ่งเป็นสารที่เซลล์สมองใช้เพื่อส่งสัญญาณทางเคมีไปยังประสาทเพื่อควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และยังมีโพแทสเซียม ซึ่งช่วยในการทำงานของสมอง ช่วยบำรุงประสาท และช่วยลดความเครียดได้ 

 8. ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกาย

          ถั่วแมคคาเดเมียมีปริมาณของธาตุเหล็กสูงถึง 13% ของความต้องการในแต่ละวันของมนุษย์ และมีถึงเกือบ 6% ของสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันของผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 50 ปี นอกจากนี้ยังมีทองแดงซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วคนเราจะต้องได้รับแร่ทองแดงในปริมาณ 900 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ในถั่วแมคคาเดเมีย 1 ออนซ์ (28.3 กรัม) มีแร่ทองแดงสูงถึง 214 ไมโครกรัมหรือตีเป็น 24% ของทั้งหมดที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งถ้าหากได้รับแร่ทองแดงไม่เพียงพอก็จะทำให้ไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กที่จำเป็นต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดและอาจทำให้เป็นโรคโลหิตจางได้ค่ะ

 9. ช่วยป้องกันการเป็นต้อกระจก

          ถั่วแมคคาเดเมียเพียง 1 ออนซ์ (28.3 กรัม) มีปริมาณของวิตามินบี 1 ถึง 0.34 มิลลิกรัม คิดเป็น 28% ของทั้งหมดที่ผู้ชายควรได้รับต่อวัน และในผู้หญิงคิดเป็น 31% ซึ่งการศึกษาในปี 2005 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ "Archives of Ophthalmology" ได้รายงานว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 จะช่วยทำให้โอกาสที่เลนส์แก้วตาจะพัฒนาไปในทางที่ผิดปกติจนกลายเป็นต้อกระจกลดลง

 10. ไม่มีโซเดียม เหมาะกับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

          ในถั่วแมคคาเดเมียไม่มีโซเดียมซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง การบริโภคโซเดียมมากจนเกินไปจะทำให้ระดับน้ำในร่างกายลดน้อยลง และหัวใจก็ต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้

 11. มีวิตามินบีสูง

          วิตามินบี 6 ที่มีในถั่วแมคคาเดเมียมีประโยชน์ช่วยให้คาร์โบไฮเดรตถูกเผาผลาญอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ลดความเครียด และชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ นอกจากนี้วิตามินบี 1 ยังดีต่อสุขภาพหัวใจและระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย


 แมคคาเดเมียกับประโยชน์ที่ไม่ควรพลาด

          แมคคาเดเมียนอกจากจะนำเมล็ดมารับประทานแล้วยังสามารถนำส่วนอื่น ๆ มาแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้อีกมากมาย ดังนี้

 ถ่านแมคคาเดเมีย

          ถ่านแมคคาเดเมียเป็นถ่านที่ได้จากเปลือกและเมล็ดถั่วแมคคาเดเมียที่เหลือทิ้งจากการผลิตถั่วแมคคาเดเมีย มีราคาสูงกว่าถั่วเปลือกแข็งชนิดอื่น ๆ แต่สามารถใช้ดับกลิ่น ช่วยดูดสารพิษต่าง ๆ ได้ และช่วยทำให้อาหารสุกเร็วขึ้นอีกด้วย ถ่านแมคคาเดเมียมีคุณประโยชน์กว่าถ่านปกติทั่วไป เพราะถ่านแมคคาเดเมียใช้วิธีการผลิตในการเผาด้วยอุณหภูมิต่ำนาน 4 ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 1,000 องศาเซลเซียสนาน 1 วัน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ความชื้นและสารอินทรีย์ต่าง ๆ ระเหยออกไปจนหมดเหลือแต่คาร์บอนบริสุทธิ์ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์หลากหลายชนิด 

          นอกจากนี้ถ่านแมคคาเดเมียยังมีรูพรุนเล็ก ๆ มากกว่าถ่านปกติช่วยทำให้สามารถดูดซับกลิ่นได้มากขึ้น แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ถ่านแมคคาเดเมียสามารถนำไปทำน้ำแร่ได้ เพราะถ่านชนิดนี้มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมายเช่นเดียวกับน้ำแร่ตามธรรมชาติ โดยการนำถ่านไปต้มในน้ำเดือด 10 - 20 นาที เพื่อฆ่าเชื้อแล้วนำไปแช่ในน้ำดื่มหรืออาบ ถ่านแมคคาเดเมียก็จะช่วยดูดซับคลอรีนและปล่อยแร่ธาตุออกมากแทนที่ ถ่านสามารถใช้ได้นานถึง 3 เดือน 
 
           ส่วนในเรื่องการประหยัดพลังงาน ถ่านแมคคาเดเมียสามารถให้ความร้อนได้มากกว่าถ่านปกติ จึงทำให้อาหารสุกเร็วขึ้น โดยเฉพาะอาหารหรือเมล็ดพืชเปลือกแข็งที่ต้องนำไปแช่น้ำ และใช้เวลานานในการทำให้สุก ถ่านชนิดนี้สามารถทำให้อาหารเหล่านี้สุกไวขึ้นโดยไม่ต้องแช่น้ำก่อน ตัวอย่างเช่นข้าวเหนียว ข้าว กล้อง หรือข้าวสีนิล สามารถนำถ่านที่ฆ่าเชื้อแล้วใส่ลงไปในหม้อแล้วหุงข้าวได้ตามปกติโดยไม่ต้องแช่ทิ้งเอาไว้ก่อนหุง ซึ่งวิธีนี้สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 20%

 

 น้ำมันแมคคาเดเมีย

          น้ำมันแมคคาเดเมียผลิตมาจากเมล็ดแมคคาเดเมียที่ถูกนำมาสกัดด้วยความเย็น สามารถนำมาใช้บำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น หรือนำมาบำรุงผมที่เสียให้มีสุขภาพดีขึ้นได้ เพราะในถั่วแมคคาเดเมียนั้นมีกรดไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่เรียกว่า พาลมิโทเลอิค (palmitoleic) ซึ่งช่วยทำหนังศีรษะไม่แห้ง และช่วยฟื้นฟูเส้นผมที่หยาบและแห้งเสียให้ดูชุ่มชื้นขึ้นโดยการใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยนวดลงไปบนศีรษะแล้วล้างออก หรือจะใช้น้ำมันแมคคาเดเมียเพียงไม่กี่หยดช่วยบำรุงผมช่วยสร้างความยืดหยุ่นและกระตุ้นความเจริญเติบโตของเส้นผมได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ผมของคุณมันเยิ้ม

 น้ำผึ้งแมคคาเดเมีย

          น้ำผึ้งจากดอกแมคคาเดเมีย เป็นน้ำผึ้งที่มีรสชาติหวานปานกลาง นุ่ม มีกลิ่นหอม และเป็นสีทองอำพัน แถมน้ำผึ้งยังเปลี่ยนสีจากสีทองเป็นสีน้ำตาลช้ามาก ต่างจากน้ำผึ้งชนิดอื่น ๆ ที่จะเปลี่ยนสีกลายเป็นสีน้ำตาลอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้น้ำผึ้งดอกแมคคาเดเมียยังมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าน้ำผึ้งอื่น ๆ โดยเมื่อเปรียบเทียบน้ำผึ้งแมคคาเดเมีย 100 กรัม กับน้ำผึ้งชนิดอื่น ๆ ปริมาณ 100 กรัม ได้ผลดังนี้

           น้ำผึ้งดอกแมคคาเดเมีย

            พลังงาน 12 กิโลแคลอรี่
            คาร์โบไฮเดรต 83.7 กรัม
            โซเดียม 3 มิลลิกรัม
            วิตามินบี 2 0.06 มิลลิกรัม
            แคลเซียม 4.28 มิลลิกรัม
            แมกนีเซียม 1.36 กรัม

           น้ำผึ้งชนิดอื่น ๆ 

             พลังงาน 64 กิโลแคลอรี่
             คาร์โบไฮเดรต 17.64 กรัม
             โซเดียม 0.85 มิลลิกรัม 
             วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัมเท่านั้น 
             แคลเซียม 1.27 มิลลิกรัม 
             แมกนีเซียม 1.36 กรัม 0.42 มิลลิกรัม 

          นอกจากนี้น้ำผึ้งดอกแมคคาเดเมียมีสรรพคุณทางยา อาทิเช่นแก้อาการท้องเดิน ช่วยเร่งลำไส้ที่อักเสบให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น แก้ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา บำรุงร่างกาย บรรเทาอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีเสมหะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ท้องเสียรุนแรง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว และยังช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นอีกด้วยค่ะ

 แมคคาเดเมีย มีโทษหรือไม่?

          ยังไม่มีการศึกษาใดพบว่าแมคคาเดเมียมีโทษต่อร่างกาย และยังไม่มีการวิจัยใดพบว่าการรับประทานถั่วแมคคาเดเมียเป็นประจำจะทำให้เกิดการตกค้างในร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากถั่วก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วแมคคาเดเมียเพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้นะคะ

          ทราบกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมแมคคาเดเมียจึงถูกขนานนามมาราชาแห่งถั่ว ก็เพราะคุณประโยชน์มากมายที่สาธยายกันแทบไม่หมดของเจ้าถั่วชนิดนี้ จึงทำให้กลายเป็นถั่วที่มีราคาแพง ใครที่สนใจอยากลองหาถั่วชนิดนี้มาลองชิมกันล่ะก็ ก็อย่าลืมเช็กตัวเองก่อนนะคะว่าแพ้ถั่วหรือเปล่า แล้วก็อย่ามัวแต่ทานถั่วชนิดนี้จนเพลินลืมทานอาหารชนิดอื่น ๆ นะจ๊ะ เพราะไม่ฉะนั้นอาจจะทำให้ขาดสารอาหารที่สำคัญได้จ้า