รวมสูตรผิวใสจากสมุนไพรธรรมชาติ

ผิวสดใสใครๆ ก็ชอบเนอะ วันนี้สดสวยเลยนำสูตรดูแลผิวให้สดใสแบบง่ายๆ ด้วยสมุนไพรธรรมชาติมาบอกต่อค่ะ รับรองว่าถ้าใครอยากมีผิวใสๆ แต่ไม่อยากใช้สารเคมี เคล็ดลับนี้เวิร์คสำหรับคุณแน่นอนค่ะ
สำหรับเทคนิคนี้เป็นการรวมเอาส่วนผสมจากธรรมชาตินานาชนิดมาผสมเข้าด้วยกัน แต่บอกไว้ก่อนว่าอาจจะเหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีสภาพผิวปกติมากกว่าคนผิวแห้งหรือแพ้ง่ายนะคะ เพราะส่วนผสมหลักที่จะใส่เข้าไปอาจจะทำให้คนผิวแพ้ง่ายระคายเคืองด้วยกรดมะนาว ฯลฯ ได้

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • น้ำมะขามเปียก
  • น้ำมะนาว
  • น้ำผึ้ง
  • น้ำตาลทรายแดง
  • นมสด

วิธีทำ

  1. นำส่วนผสมเหล่านี้มาผสมกันแบบ 1:1 แล้วค่อยๆ เพิ่มตามสัดส่วนที่ต้องการได้เลยค่ะ
  2. หลังจากได้เนื้อสครับแล้วก็นำมาสครับผิว ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าผิวจะแห้งตึงนะคะ เพราะส่วนผสมจากนมและน้ำผึ้งเพื่อช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นภายหลังการขัดผิว แต่ถ้าอยากได้เนื้อสครับที่หยาบขึ้นอาจใช้กากกาแฟขัดผิวมาเป็นส่วนประกอบได้ค่ะ
ส่วนผสมที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ดี แต่หากจะใช้ขัดหน้าก็ควรปรับสูตร ลดความเป็นกรดให้เจือจางเหลือน้อยที่สุด ใช้การนวดสลับกับสครับจะเหมาะกับผิวหน้ามากกว่า นอกจากนี้ก็แค่หมั่นบำรุงเพียงสัปดาห์ละครั้งก็ถือว่าลงตัวแล้วค่ะ


เหตุผลดีๆ ที่ควรใช้ CLEANSING OIL ล้างหน้า

ไหน… ยังมีใครใช้สบู่ล้างหน้ากันอยู่บ้างไหมคะ การทำความสะอาดผิวหน้าสำหรับสาวๆ ที่แต่งหน้าเป็นประจำทุกวัน มันต้องล้ำกว่าสบู่ไปแล้วค่ะ เพราะเครื่องสำอางบางชนิดมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ ดังนั้นเราจำเป็นต้องใช้น้ำมันละลายน้ำมันออกจากผิวค่ะ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องเลือก Cleansing Oil ในการทำความสะอาดผิวหน้าหรือล้างเครื่องสำอางออกจากผิว แต่วันนี้สดสวยมีเคล็ดลับที่มากกว่าทำความสะอาดด้วย Cleansing Oil ค่ะ มาดูกันว่าเป็นแบบไหน

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • Cleansing Oil
  • ผ้ามัสลินของเด็กอ่อน

เคล็ดลับการทำความสะอาดผิว

  • อย่างแรกเลยค่ะ เวลาเราใช้ Cleansing Oil ควรนำมานวดผิวช้าๆ ให้น้ำมันค่อยๆ ดึงเอาสิ่งสกปรกที่อยู่บนผิวและในรูขุมขนให้หลุดออกมา ซึ่งเมื่อล้างออกแล้วผิวก็ไม่แห้งตึงด้วยค่ะ
  • หลังจากนวดผิวจนแน่ใจว่าเครื่องสำอางต่างๆ หลุดออกมาแล้ว ก็ใช้ผ้ามัสลินชุบน้ำอุ่นแล้วนำมาเช็ดสิ่งสกปรกต่างๆ ให้ออกไปจนหมดค่ะ
  • ล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยโฟมล้างหน้าอีกครั้ง จะช่วยทำให้ผิวสะอาดหมดจดดีกว่าเดิมค่ะ
การใช้ผ้ามัสลินช่วยทำความสะอาดผิว นอกจากง่ายขึ้นแล้ว ผ้ายังช่วยให้เลือดในผิวไหลเวียนดีขึ้น เป็นตัวกระตุ้นให้ผิวสุขภาพดีขึ้นด้วย ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้กันนะคะ สดสวยคอนเฟิร์มว่าดีงามค่ะ



STEP เดียวสวย ด้วยเคล็ดลับว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรที่ดีต่อผิวอย่างมากมาย ในเนื้อว่านหางจระเข้มีกรดอ่อนๆ ที่จะช่วยลดเลือนความมันส่วนเกินบนใบหน้า มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ ช่วยสมานแผล ลดจุดด่างดำ ฝ้าและกระ แถมยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มเอิบได้อีกด้วย เห็นถึงประโยชน์ขนาดนี้แล้วอยากรู้กันใช่ไหมล่ะว่าเราสามารถนำว่านหางจระเข้มาดูแลผิวได้แบบไหนบ้าง บอกเลยว่าง่ายมาก ไม่ต้องหาส่วนผสมอื่นมาเสริมเลย ลองดูกันเลยค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ว่านหางจระเข้สด นำมาทำความสะอาดแล้วปอกเปลือกให้เหลือแต่วุ้นว่านหางจระเข้

วิธีทำ

  1. นำวุ้นว่านหางจระเข้มาปั่นให้ละเอียด
  2. จากนั้นพอกลงบนใบหน้าจนทั่ว
  3. ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที
  4. เสร็จแล้วล้างหน้าให้สะอาด
สูตรพอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้นี้สาวๆ สามารถทำได้สัปดาห์ละ 3-4 วันเลยค่ะ โดยเฉพาะกับสาวผิวแห้ง ว่านหางจระเข้จะช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นและมีน้ำมีนวลมากขึ้นแน่นอนค่ะ


เป่าผมอย่างไรให้ไม่เสีย แถมอยู่ทรงสวย

สาวๆ ส่วนใหญ่ที่ชอบเซ็ทผมมักจะกังวลกับปัญหาการเป่าผมด้วยความร้อนแล้วผมเสียกันใช่ไหมคะ แต่ถ้าเราเป่าผมอย่างถูกวิธี ผมก็จะสวยไม่ชี้ฟู แถมยังดูดีอีกด้วยนะ ลองดูเคล็ดลับนี้ไปพร้อมๆ กับสดสวยเลยค่ะ


ใช้ผ้าขนหนูช่วย

หลังจากสระผมเสร็จใหม่ ๆ ให้ใช้ผ้าขนหนูซับผมเบา ๆ ให้พอหมาด และถ้าอยากให้ผมแห้งเร็ว แนะนำว่าให้นำผ้าขนหนูผืนแห้งอีกผืนมาคลุมผมอีกชั้น แล้วใช้ไดร์เป่าลงที่ผ้าขนหนู ซึ่งวิธีใช้ผ้าคลุมผมนี้ จะช่วยให้ผมไม่โดนความร้อนโดยตรงจากไดร์เป่าผม อีกทั้งผ้าขนหนูยังช่วยซับน้ำและกระจายความร้อนให้ทั่วศีรษะ จึงทำให้ผมแห้งเร็วขึ้น แถมยังไม่ทำให้ผมแห้งเสียและไม่แตกปลายอีกด้วยค่ะ

ผลิตภัณฑ์ปกป้องผม

ก่อนที่สาว ๆ จะไดร์ผม หรือใช้อุปกรณ์จัดแต่งทรงผมที่ต้องใช้ความร้อน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อน เช่น สเปรย์กันความร้อน ครีมหรือน้ำยาป้องกันความร้อน ช่วยทำให้ผมไม่แห้งเสีย เปราะบางและขาดหลุดร่วงง่ายค่ะ

เลือกแปรงดีๆ

การเป่าผมต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมช่วยด้วยนะคะ นั่นก็คือแปรงหวีผมนั่นเอง ควรเลือกแปรงแบบกลม ที่ทำมาจากขนหมู เพราะจะช่วยรักษาเกล็ดผมทำให้ผมเงางาม ไม่เสียง่าย อย่าใช้แปรงที่เป็นเหล็กเพราะจะยิ่งสะสมความร้อน เวลาดึงผมจะทำให้เกล็ดผมเสียหายได้ค่ะ

แบ่งผมออกเป็นช่อ ๆ

แบ่งผมออกเป็นช่อ ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทรง ซึ่งการแบ่งผมนี้จะช่วยให้เป่าผมได้แห้งสนิททั่วทั้งศีรษะ ทั้งยังง่ายต่อการจัดทรงผมอีกด้วยนะคะ

เป่าผมในแนวดิ่ง

การเป่าผมที่ดีควรเป่าผมในแนวดิ่งจากด้านบนลงด้านล่าง ตั้งแต่โคนผมลงไปถึงปลายผม จะทำให้เส้นผมดูเรียบตรง เงางาม และดูเป็นธรรมชาติ แต่ควรเว้นระยะระหว่างไดร์เป่าผมกับศีรษะให้พอดีประมาณ 15 เซนติเมตร ไม่ควรจ่อไดร์ใกล้ศีรษะเกินไป เพราะเส้นผมจะโดนความร้อนที่มากเกินไป อาจทำให้หนังศีรษะระคายเคืองและผมแห้งเสียได้ค่ะ

ใช้ลมเย็นเป่าผม

หลังจากเป่าผมด้วยลมร้อนจนผมแห้งและได้ทรงสวยดีแล้ว ให้เปลี่ยนมาใช้ลมเย็นเป่าผมอีกครั้ง (ถ้าไดร์ของคุณมีลมเย็น) เป่าประมาณ 10 วินาที พร้อมใช้มือขยี้โคนผมให้ทั่วศีรษะ เพื่อให้เส้นผมดูสลวยสวยเป็นธรรมชาติ ทั้งยังเป็นการปิดเกล็ดผมชั้นนอก ซึ่งช่วยให้ผมดูเงางามด้วยค่ะ

ได้เคล็ดลับดีๆ กันไปแล้ว อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ เคล็ดลับนี้เหมาะกับสาวผมตรงที่ชอบเป่าผมเองไม่ชอบไปร้านทำผม มีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ


ยืดอายุเครื่องสำอางด้วยการเก็บรักษาให้ถูกวิธี

เสียดายเนอะ เวลาเครื่องสำอางหมดอายุอย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่ยังใช้ไม่หมดเลย หรือบางทีเราไม่ดูแลเก็บรักษาให้ถูกต้อง เครื่องสำอางสุดโปรดก็เลยหมดอายุเร็วขึ้นอย่างน่าเสียดาย เพราะฉะนั้นเรามาดูวิธีเก็บรักษาเครื่องสำอางให้ดีและถูกต้อง เพื่อยืดอายุของเครื่องสำอางให้อยู่ได้นานขึ้นกันดีกว่าค่ะ



ปิดฝาให้สนิทหลังใช้เสร็จ

เครื่องสำอางส่วนใหญ่แทบทุกชนิดเลยที่จะมีฝาเปิดปิด นั่นเป็นเพราะมันช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองต่างๆ ลงไปปะปนกับเครื่องสำอาง ซึ่งทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสำอางเหล่านั้นน้อยลงด้วย ดังนั้นใช้เสร็จแล้วอย่าลืมปิดฝา เพื่อยืดอายุของเครื่องสำอางให้ใช้ได้นานๆ นะคะ

เก็บให้พ้นแสงแดด

อันนี้เรารู้กันอยู่แล้วเนอะว่าเครื่องสำอางไม่ควรโดนความร้อน ไม่ควรเจอแสงแดด เพราะจะยิ่งทำให้เครื่องสำอางหมดอายุเร็วขึ้น โดยเฉพาะพวกที่จะสามารถละลายได้อย่างลิปสติก แสงแดดจะทำให้น้ำมันที่เป็นส่วนผสมในลิปสติกละลายออกมา ทำให้เนื้อลิปสติกหมดอายุได้ค่ะ

เก็บไว้ในตู้เย็น

เป็นวิธีที่ดีเลยนะ เพราะความเย็นจะช่วยคงสภาพของเครื่องสำอางที่เป็นเนื้อครีมได้ดี แต่ถ้าจะให้ยิ่งดีควรเป็นตู้เย็นที่แยกกับอาหารสดนะ เพราะพวกกลิ่นจากอาหารสดอาจมีผลต่อเครื่องสำอางของเราได้ค่ะ

ไม่ใช้มือสัมผัส

เครื่องสำอางเกือบทุกชนิดควรมีอุปกรณ์สำหรับตักค่ะ เช่น ครีมบำรุง ลิปสติก อายแชโดว์ ฯลฯ ซึ่งหลาย ๆ คนยังใช้มือในการป้ายครีม ใช้มือแตะอายแชโดว์ ทาปากด้วยลิปสติกแท่ง ซึ่งจริง ๆ ไม่ผิดค่ะ แต่ถ้าอยากยืดอายุเครื่องสำอางให้นานขึ้น แนะนำให้ใช้พายตักครีม มีดตัดลิปสติก พู่กันแต้มอายแชโดว์จะดีกว่า เพราะมันถนอมเนื้อผลิตภัณฑ์ ป้องกันแบคทีเรียมาทำปฏิกริยากับเนื้อผลิตภัณฑ์ จึงทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสำอางยาวนานขึ้นค่ะ

                 รู้วิธีดี ๆ ในการยืดอายุการใช้งานแล้วก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรมและนำไปใช้กันได้เลยนะคะ


คนแบบนี้… เหมากับชาแบบไหนนะ?

ชา คือ ผลิตผลทางการเกษตรที่มาจากใบอ่อนและก้านของต้นชา  ผ่านกรรมวิธีแปรรูปจนกลายเป็น “ชา” ใส่ในน้ำอุ่น กลิ่นหอมอ่อนๆ ดื่มแล้วชื่นใจ ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากน้ำ โดยชาสามารถแบ่ง ได้หลายชนิด ได้แก่ ชาเขียว , ชาขาว,  ชาอูหลง, ชาดำ และชาผู่เอ๋อร์ เป็นต้น ส่วนชาแบบไหนจะเหมาะกับใคร มาดูกัน

ชาแบบไหนที่เหมาะกับเรานะ?


  1. ผู้ที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ หรือต้องทำงานที่เสียเหงื่อมากๆ จะเหมาะกับชาอู่หลง เพราะเป็นชาที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายและเพิ่มเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายด้วยนั่นเอง
  2. ผู้ที่ชอบดื่ม สุรา เบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมา ควรดื่มชาเขียว เพราะเป็นชาที่จะช่วยในการล้างสารพิษต่อต้านอนุมูลอิสระและลดอาการมึนเมาได้ดีอีกด้วย
  3. ผู้ที่ต้องทำงานใช้สมองเป็นหลัก มีความเครียดทั้งวัน หรือนักเรียน นักศึกษาที่ต้องอ่านหนังสือจนดึกดื่นควรดื่มชามะลิ เป็นชาที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดี
  4. ผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ เหมาะกับชาอู่หลง
  5. ผู้ที่ต้องสูดดมควันหรือมลภาวะเป็นพิษ เป็นประจำ เหมาะกับชาเขียว
  6. ผู้ที่แต่ละวันนั่งติดแต่เก้าอี้ไม่ขยับไปทางไหน แถมไม่ชอบออกกำลังกายด้วย เหมาะกับชาเขียว หรือ ชาดอกไม้
  7. ผู้ที่มีอาการท้องผูก เหมาะกับชาผสมน้ำผึ้ง จะช่วยลดอาการท้องผูกได้
  8. ผู้ที่มีระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง เหมาะกับ ชาอูหลง หรือ ชาเขียว
คราวนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าคุณเหมาะกับชาอะไร ยังไงก็ลองซื้อหามาดื่มดู ยิ่งเป็นมนุษย์ออฟฟิศยุคไฮเทค ที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ จะดื่มชาอะไรก็ได้ หากดื่มเป็นประจำได้จะดีมาก เพราะสามารถช่วยป้องกันรังสีที่แผ่ขยายออกมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยคลายเส้น คลายกระดูก ลดความรู้สึกอ่อนเพลียลงได้อย่างชะงัด
ต่อไปนี้เจอใครคงต้องถามว่า ..วันนี้คุณดื่มชาแล้วหรือยัง?


มาหาคำตอบกัน ถ้าไม่ใช้ “ครีมกันแดด” ผิวจะเป็นอย่างไร



OMG! เมื่อผิวตกอยู่ในอันตรายเพราะรังสียูวีเตรียมจ้องเล่นงานอยู่ทุกๆ ที่ เราต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้ผิวเสียโดยเด็ดขาด ครีมกันแดดเป็นไอเท็มหลักๆ ที่เราจะคอยบอกอยู่เสมอว่า ต้องหามาปกป้องผิวทุกๆ วัน ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ คนที่ไม่เห็นความสำคัญของครีมกันแดดหรือแม้แต่คนที่ชอบอาบแดดถ้าไม่หาวิธีป้องกันก็อาจจะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้

ผิวคล้ำขึ้น

เมื่อเราสัมผัสกับรังสียูวีกลางแจ้งโดยไม่มีอะไรปกป้อง เซลล์บางส่วนในชั้นหนังกำพร้าหรือเมลาโนไซต์จะผลิตสีเข้มและทำให้เรามีผิวสีเข้มขึ้น ยิ่งถ้าไม่ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด ผิวก็จะยิ่งเข้มสะสมขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ไฝเกิดใหม่มากขึ้น

ลองสังเกตสิว่าเวลาเราตากแดดนานๆ หรืออยู่กลางแจ้งบ่อยๆ ไฝเกิดใหม่มักจะมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ อย่างที่บอกว่าเซลล์เมลาโนไซต์จะทำให้สีผิวของเราเข้มขึ้น ที่ร้ายกว่านั้นคือฝ้า กระ ก็ตามมาด้วย ครีมกันแดดเป็นสิ่งที่ปกป้องเราได้เป็นอย่างแรก เพราะฉะนั้นในแต่ละวันห้ามลืมครีมกันแดดเด็ดขาด

ผิวไหม้

ปัญหานี้มีความรุนแรง หากเราเจอแดดจัดโดยไม่มีสิ่งใดปกป้องผิว ผิวก็อาจจะไหม้เกรียม บวมแดงและอักเสบได้ ท้ายที่สุดอาจรุนแรงถึงมะเร็งผิวหนังได้เลย เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ผิวสัมผัสแสงแดดโดยตรง โดยที่ไม่มีอะไรปกป้องเด็ดขาด อย่างน้อยก็ครีมกันแดดนี่แหละค่ะที่ปกป้องให้เราได้ระดับหนึ่งแล้ว

ผิวเหี่ยว

รู้ไหมว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้านั่นก็คือ แสงแดดและรังสียูวีนี่แหละค่ะ ทางป้องกันก็อย่างที่บอก ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดตั้งแต่ SPF15 – 50 และมีค่า PA สูง เพียงแค่นี้ก็ลดปัญหาผิวเหี่ยวย่น ริ้วรอยต่างๆ ได้ดีแล้วค่ะ

 เห็นไหมล่ะว่ารังสียูวีมีผลกับผิวของเราแค่ไหน เพราะฉะนั้นอย่าลืมเด็ดขาดค่ะครีมกันแดด ถ้าไม่อยากให้ผิวพังในแต่ละวันต้องทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านนะคะ



รอบดวงตาสดใส บำรุงด้วยเคล็ดลับนี้ด่วน!

ดวงตาที่สดใสมันทำให้อายุของเราดูน้อยลงได้จริงๆ นะคะ สังเกตดูสิว่าเวลาอายุเพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดก็คือปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา รอยคล้ำใต้ตา สิ่งเหล่านี้ทำให้เราดูแก่เกินวัย หรือแก่สมวัยด้วยล่ะ
ถ้าเราไม่เคยบำรุงผิวรอบดวงตาเลย สิ่งที่เราจะได้เจอก็คือหนังตาตก ตีนกามาเยือน รอบดวงตาหมองคล้ำ ทั้งหมดทำให้เราดูแย่ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นอย่านิ่งเฉยรีบมาบำรุงผิวรอบดวงตาให้สดใสไปกับสดสวยกันดีกว่าค่ะ วันนี้สดสวยเอาข้อมูลดีๆ มาแชร์ต่อ มาดูกันว่าวิธีไหนดูแลผิวรอบดวงตาได้บ้าง

รักษารอยคล้ำใต้ตา

อันดับแรกเราลองเช็คก่อนค่ะว่ารอยคล้ำใต้ตานั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร อะไรคือสาเหตุ ถ้ากดลงบนบริเวณที่คล้ำแล้วรอยมันหายไปก็เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากหลอดเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนัง แต่ถ้าไม่หายสาเหตุก็น่าจะมาจากการผลิตเม็ดสีมากเกินไป
เคล็ดลับที่ช่วยได้คือ กลีเซอรีน วิตามินเค และอาร์นิค่าจะช่วยลดรอยคล้ำ เปปไทด์จะช่วยสร้างผิวหนังให้หนาขึ้น ทำให้หลอดเลือดดูเห็นชัดน้อยลง ส่วนเรตินอลจากวิตามินเอ ถั่วเหลือง กรดโคจิก และลิโคไรซ์จะทำให้เม็ดสีดูจางลง นอกจากนี้เอนไซม์จากไข่ปลาแซลมอนจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปอย่างอ่อนโยนและทำให้ผิวดูสว่างขึ้นโดยที่แทบไม่มีการระคายเคือง

ทาครีมรอบดวงตา

เพราะอะไรเราถึงต้องเลือกอายครีมโดยเฉพาะ? เพราะอายครีมที่บำรุงรอบดวงตาเป็นสูตรที่คิดค้นเพื่อผิวที่บอบบางของบริเวณนั้นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังไม่ทำให้ระคายเคืองรอบดวงตาด้วยนะ แถมอายครีมจะช่วยป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องผิวจะแห้งจนเกิดริ้วรอยถ้าเราบำรุงด้วยอายครีมเป็นประจำทุกวันเวลาเช้าและเย็นค่ะ

กำจัดถุงใต้ตา

ถุงใต้ตาเกิดจากการคั่งน้ำ จะให้ดีก็ควรใช้อายครีมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชาเขียว นอกจากนี้ควรเลือกที่มีเรสเวอราทรอลเพื่อลดขนาดของหลอดเลือด และวิตามินเคเพื่อช่วยรองรับหลอดเลือดฝอยและต่อต้านการอักเสบ เลือกอะไรแบบนี้จะมีส่วนช่วยลดอาการบวมหรือถุงใต้ตาได้ค่ะ

เคล็ดลับดีๆ แบบนี้ต้องรีบนำไปใช้ด่วนเลยค่ะ หมั่นดูแลผิวรอบดวงตาให้สม่ำเสมอ เชื่อได้เลยว่าอายุของเราจะดูเด็กลงแน่นอนค่ะ :)


4 เคล็ดลับเติมความชุ่มชื้นรับฤดูหนาว

อากาศเริ่มเย็นลงบ่งบอกให้รู้ว่านี่ฤดูหนาวแล้วนะ แต่สำหรับผิวคงไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่หรอก เพราะอากาศหนาวๆ ก็ทำร้ายผิวได้ไม่น้อยไปกว่าอากาศร้อนเลย เพราะอากาศเย็นจะดึงเอาความชุ่มชื้นของผิวออกไป ทำให้ต้องเจอปัญหาผิวแห้ง ผิวแตก และสุดท้ายริ้วรอยก็ตามมาอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ต้องห่วงเพราะสดสวยมีเคล็ดลับบำรุงผิวต้อนรับฤดูหนาวมาฝากแล้วค่ะ


1. กักเก็บน้ำในผิว

ผิวหิวน้ำเคยเจอไหมคะ ถ้าลองทามอยส์เจอร์ไรเซอร์แล้วผิวก็ยังไม่หายแห้ง นั่นแหละผิวกำลังหิวน้ำอย่างหนักเลยค่ะ นอกจากบำรุงภายนอกแล้วการดื่มน้ำก็เป็นเรื่องจำเป็นในฤดูหนาวเช่นกัน

2. ผลัดเซลล์ผิว

ฤดูหนาวแต่ผิวสาวๆ ก็ต้องผลัดนะคะ ซึ่งเราควรสครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือถ้าใครผิวแห้งมากก็ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง แต่ไม่ควรบ่อยเกินไป เพราะผิวจะแห้งเกินไป หลังจากสครับแล้วก็อย่าลืมบำรุงอย่างเข้มข้นเพื่อบำรุงผิวเกิดใหม่ให้ดีที่สุดค่ะ

3. เติมความชุ่มชื่นระหว่างวัน

ผิวมันจะค่อยๆ แห้งลงในแต่ละวัน ถ้าไม่อยากให้เมคอัพแคร๊กแตกร่วง แนะนำให้เติมความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยสเปรย์น้ำแร่ค่ะ ความชุ่มชื่นจากสเปรย์น้ำแร่จะช่วยทำให้ผิวไม่แห้งระหว่างวันได้ค่ะ

4. มาส์กผิว

การมาส์กผิวเป็นวิธีที่เร่งด่วนที่สุดในการเติมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ลงผิว โดยเฉพาะมาส์กชีทที่จะมีส่วนผสมจากมอยส์เจอร์ไรเซอร์สูงมากๆ ก่อนนอนเราควรมาส์กผิวหากรู้สึกว่าช่วงนี้ผิวแห้งตึงหรือผิวแตกมากเกินไป ทำเป็นประจำผิวก็จะนุ่มสุขภาพดีค่ะ

เคล็ดลับง่ายๆ ที่สาวๆ จะสามารถดูแลผิวตัวเองได้ในช่วงฤดูหนาว ใครที่เจอปัญหาผิวแห้งอยู่แนะนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ได้เลยค่ะ


นอนหงาย = หน้าเด็ก อีก 7 ข้อดูแลตัวเองเพื่อ LOOK YOUNGER!

หากรู้จักที่จะดูแลตัวเองให้ถูกวิธี ผิวดีๆ อ่อนกว่าวัยจะไปไหนเสียจริงไหมคะสาวๆ หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าเพียงแค่ใช้ครีมราคาแพง ๆ ก็สามารถที่จะชะลอวัยและริ้วรอยบนใบหน้าเอาไว้ได้แล้ว ถ้าสาว ๆ อยากจะให้ใบหน้าคงความอ่อนเยาว์ได้จากภายในนั้น สิ่งสำคัญก็คือต้องรู้จักดูแลตัวเองค่ะ ลองดูเคล็ดลับพวกนี้สิ มันช่วยชะลอความแก่ให้เราได้จริงๆ นะ


1.พักผ่อนเพียงพอ

การพักผ่อนนอนหลับเป็นวิธีบำรุงผิวที่ดีที่สุด เพราะเมื่อยามหลับร่างกายจะฟื้นฟูตัวเอง ทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น ซึ่งในแต่ละวันสาว ๆ ควรนอนหลับให้ได้ 6-8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เท่านี้ร่างกายก็จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วค่ะ

2.นอนหงาย

การนอนหงาย ถือเป็นท่านอนที่ถูกต้องและช่วยไม่ให้สาว ๆ แก่เร็วได้ดีที่สุด เพราะการนอนหงายจะไม่ทำให้ใบหน้ากดทับกับหมอนตลอดทั้งคืน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าตามมาค่ะ

3.มือเบากับผิว

เวลาที่เราจะทำความสะอาดหน้าหรือเช็ดหน้าก็ควรที่จะใช้มือหรือสำลีถูเบา ๆ อย่าขัดถูแรงจนเกินไป เพราะจะเป็นการทำลายเซลล์ผิว ซึ่งจะก่อให้เกิดริ้วรอยตามมาได้ง่ายค่ะ

4.งดแอร์เย็นจัด

การเปิดแอร์เย็นจัดหรืออยู่ในห้องแอร์นาน ๆ จะทำให้ผิวหนังเสียความชุ่มชื้น และนาน ๆ ไปผิวหนังจะแห้งกร้านและกลายเป็นริ้วรอย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็แก้ด้วยการกินน้ำตลอดทั้งวันค่ะ

5.กินแครอท

แครอทมีส่วนประกอบของแคโรทีนอยด์ ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวหนังจากการถูกทำลาย และป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ ได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานแครอทบ่อย ๆ เพื่อที่ผิวพรรณของเราจะได้สวยเปล่งปลั่งมากขึ้นค่ะ

6.งดแสดงสีหน้าซ้ำบ่อยๆ

การหัวเราะมาก ๆ หรือการทำหน้าย่นบ่อย ๆ จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้เร็วขึ้น เพราะผิวหนังจะย่นลงไปในตำแหน่งเดิม ทำให้เป็นรอยเหี่ยวย่นได้ค่ะ

7.ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง และผิวแข็งแรงมากขึ้นค่ะ แต่ตอนออกกำลังกายไม่ควรแต่งหน้า ผิวจะได้หายใจได้อย่างเต็มที่ค่ะ

เคล็ดลับไม่ยากกันเลยใช่ไหมล่ะคะ ทำวิธีไหนได้ก็รีบเลยค่ะ อย่าปล่อยให้ผิวพังก่อนบำรุง จะเสียใจนะคะคุณสาวๆ


เสพติดความหวาน พาลทำผิวพังได้นะ!

ความหวานมันก็ทำให้เราคลายเครียดได้อ่ะเนอะ แต่เอาเข้าจริงๆ เจ้าน้ำตาลที่มีรสชาติหวานเนี่ย ทำร้ายร่างกายเราหลายอย่างเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือความงาม น้ำตาลสร้างปัญหาจนน่ากลัว แต่วันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องความงามค่ะ นอกจากน้ำตาลจะทำให้อ้วนแล้ว ยังทำให้เราแก่ไวได้อีกด้วยนะ ลองดูแล้วกันว่ามันทำอะไรกับผิวของเราบ้าง


ทำลายคอลลาเจน

น้ำตาลที่มากเกินไป จะเข้าไปทำลายเส้นใยคอลลาเจนที่มีหน้าที่รักษาความกระชับและความยืดหยุ่นของผิวหนัง ส่งผลให้ผิวเราแห้ง ย่อนคล้อย และเกิดริ้วรอยตามมาในที่สุด แถมยังทำให้สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายเราลดน้อยลง ทีนี้พอผิวอ่อนแออะไรต่างๆ ก็ทำให้ผิวเราแก่และแย่ลงได้ค่ะ

ทำให้ผิวมันและเป็นสิว

ยิ่งน้ำตาลในเลือดสูงอินซูลินก็ยิ่งสูง และยิ่งอินซูลินสูงเท่าไหร่ ต่อมไขมันก็จะยิ่งผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเท่านั้น ทีนี้แหละรุมขุมขนอุดตันเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ทำให้เกิดสิวได้ง่ายมาก ถ้าไม่อยากสิวเห่อเต็มหน้าต้องลดความหวานลงมาบ้างแล้วล่ะค่ะ

ผิวอักเสบ

ปริมาณน้ำตาลในเลือดเป็นสาเหตุให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย สำหรับผิวก็ถือว่าถูกทำร้ายมากๆ ถ้าเราเสพความหวานเยอะเกินไป ผิวก็จะอักเสบทำให้เกิดผื่นคันหรือสิวอักเสบได้ค่ะ

ผิวขาดน้ำ

ลองสังเกตดูสิว่าเวลาเรากินหวานมากๆ ผิวของเราจะค่อนข้างแห้งมากๆ เพราะน้ำตาลดูดเอาน้ำในเซลล์ผิวออกไปด้วยค่ะ ปัญหาคือผิวจะค่อยๆ แห้ง และเกิดริ้วรอยได้ง่าย แถมหน้าตายังดูอิดโรยด้วยนะคะ 

 เจอปัญหาขนาดนี้แล้วมีความคิดที่จะลดความหวานกันบ้างหรือยังคะสาวๆ ลดเถอะค่ะ ดูแลผิวด้วยการหยุดทำร้ายผิว ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ