3 อย่างรู้กัน กินแบบนี้ช่วยลดสิว



อีกหนึ่งวิธีในการรักษาสิวก็คือการเลือกกินอาหารที่ช่วยลดสิวให้เราได้นะคะ บางคนไม่รู้หรอกว่าการกินตามใจปากมันส่งผลกับผิวของเรายังไง อยากกินอะไรก็จัดไปแบบไม่คำนึงถึงเรื่องผิว แต่รู้ไหมว่าอาหารเป็นตัวการสำคัญที่สามารถชี้ชะตาเรื่องผิว ๆ ของเราได้พอสมควรเลยนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าใครเป็นสิวอยู่ ลองดูเลยว่าอาหารประเภทไหนที่ควรงดในช่วงนี้ค่ะ

1.แป้งขัดขาว

แป้งหรือขนมปังที่เราเห็นขาว ๆ นั่นแหละค่ะ แป้งแบบนี้ได้ถูกขัดเอากากใยอาหารออกไปแล้ว จนเหลือแต่แป้งที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้สิวหายเร็วๆ ลองเปลี่ยนมาทาน ข้างกล้องหรือขนมปังโฮลวีตแทนจะดีกว่าค่ะ

2.ลดนมวัว

ฮอร์โมนหลายชนิดในนมวัว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดสิวได้นะคะ แต่เราไม่ได้ห้ามดื่มนะคะ อาจจะลองเปลี่ยนเป็นนมถั่วเหลือง หรือพร่องมันเนยดูก็ได้ เฉพาะในช่วงที่เป็นสิวอักเสบเท่านั้นค่ะ

3.ลาก่อนน้ำตาล

ของหวานต่าง ๆ เราควรเซย์กู้ดบาย ไม่ใช่ว่าเฉพาะตอนเป็นสิวหรอกนะคะ แต่คนที่กำลังเจอปัญหาสิวควรงดของหวานที่มีน้ำตาลสูงสักพัก เพราะน้ำตาลทำให้อินซูลินไปกระตุ้นฮอร์โมนอื่นๆ ในร่างกายที่ทำให้เกิดสิวได้ค่ะ


โยเกิร์ต + มะนาว สูตรปรับผิวคล้ำแดดให้กระจ่างใสขึ้น

ผิวขาวก็ยังเป็นเทรนด์ที่ไม่เคยตกไปในกลุ่มสาวไทยที่ต้องเผชิญกับแสงแดดแรง ๆ อยู่ทุกวัน มันไม่เคยชินที่จะยอมพ่ายแพ้ให้กับผิวที่ต้องคล้ำลง วันนี้สดสวยก็เลยหาสูตรดี ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้มาบอกต่อ สูตรนี้ไม่ใช่สูตรแปลกใหม่อะไร แต่อยากบอกว่ามันได้ผลจริง ๆ เพราะสดสวยก็ลองผิดลองถูกมาแล้ว เพียงแค่ต้องหมั่นดูแลใส่ใจผิวอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง สูตรนี้ทำง่าย เปิดตู้เย็นก็ทำได้แล้ว ถ้าใครอยากผิวขาวใสแล้วยังนุ่มเนียนเด้ง เตรียมสิ่งเหล่านี้เลยค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีบำรุงผิว

  1. นำส่วนผสมทั้งสองอย่างมาผสมให้เข้ากัน ถ้าจะให้ดีเตรียมผิวด้วยการอาบน้ำอุ่นให้สะอาด เพราะการอาบน้ำอุ่นจะเป็นวิธีการเปิดรูขุมขนให้กว้างขึ้นชั่วคราวเพื่อรองรับวิตามินและสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์จากสูตรพอกโยเกิร์ตนี้
  2. จากนั้นให้พอกโยเกิร์ตผสมมะนาวลงทั่วทั้งผิวกายและผิวหน้า ทุกส่วนที่คุณต้องการให้ขาว
  3. ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงจนครีมโยเกิร์ตผสมมะนาวแห้ง
  4. ล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง
รูขุมขนที่ผิวจะปิดสนิทและรับครีมบำรุงโยเกิร์ตมะนาวไปแบบเต็มที่  ทำสูตรนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งผิวจะทั้งขาวเนียนและนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ


มอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบไหน ต้องใช้ให้เหมาะกับผิว

มีใครกำลังมองหามอยส์เจอไรเซอร์ที่ใช้แล้วโดนใจเหมาะกับผิวอยู่ไหมคะ ปัจจุบันครีมบำรุงผิวที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ก็มีหลากหลาย แต่ไม่ใช่ว่าจะถูกกับผิวของทุกคนนะคะ การเลือกซื้อมอยส์เจอร์ไรเซอร์จึงมีหลักเกณฑ์อยู่นิดหน่อย มาดูกันว่าเราควรเลือกซื้อจากอะไรบ้างค่ะ


เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว

แม้ว่ามอยส์เจอไรเซอร์จะเป็นครีมบำรุงที่สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว แต่หากเลือกได้ตรงกับลักษณะของผิว ก็จะยิ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไปอีก ดังนั้นก่อนซื้อครีมบำรุงมอยส์เจอไรเซอร์ ควรตรวจเช็คลักษณะผิวของตัวเองดูก่อน ว่าเป็นผิวแบบไหน เพื่อจะได้เลือกได้เหมาะที่สุดนั่นเองค่ะ

เรื่องของกลิ่น

ส่วนใหญ่ครีมบำรุงมักจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมผสมอยู่ กลิ่นหอมนี้สามารถเพิ่มความสดชื่นและผ่อนคลายได้ แต่อย่างลืมว่าน้ำหอมเป็นส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย ดังนั้นคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยง และเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีกลิ่นจะดีกว่านะคะ

เลือกตามฤดูกาลและสภาพอากาศ

อีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจเลือกซื้อมอยส์เจอไรเซอร์ก็คือช่วงเวลา สภาพอากาศ และฤดูกาลค่ะ เช่น ในช่วงฤดูหนาวจะมีความชื้นในอากาศน้อยมาก ทำให้ผิวต้องการความชุ่มชื้นมากที่สุด มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสม จึงเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความมันมากนั่นเอง ส่วนในฤดูฝนที่มีความชื้นในอากาศสูง อาจเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความมันน้อยหรือบางคนอาจแทบไม่จำเป็นต้องใช้เลยทีเดียว เป็นต้นค่ะ

ทดสอบการแพ้

จำไว้ว่าก่อนซื้อครีมบำรุงทุกครั้งต้องทำการเทสต์กับผิวก่อนค่ะ โดยการเทสต์ก็จะเป็นด้านข้างแก้มหรือแถว ๆ กราม เทสต์แล้วก็เดินไปเดินมาสักพัก หรือรอดูหนึ่งวันแล้วค่อยกลับมาซื้อใหม่ก็ได้ค่ะ เพราะเราต้องแน่ใจก่อนว่าเราจะไม่แพ้ครีมเหล่านั้นค่ะ

เห็นแล้วใช่ไหมคะว่ามันมีปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเลือกซื้อครีมบำรุง แต่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยนะ เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ เพราะมันทำให้คุณได้ครีมบำรุงอย่างคุ้มค่าไปได้ค่ะ


ผิวสวยเติมวิตามินให้ผิว ว่าแต่… ต้องเลือกอย่างไร?

การดูแลผิวไม่ได้สำคัญแค่ภายนอกเท่านั้นนะคะ ถ้าเราสามารถดูแลผิวพรรณได้ตั้งแต่ภายใน อะไร ๆ ก็จะง่ายขึ้นเป็นเท่าตัวเลยล่ะค่ะ วิธีดูแลผิวจากภายในก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่เราพยายามเติมวิตามินให้ครบ และควรเป็นวิตามินที่สามารถเป็นอาหารผิวชั้นดีให้กับเรา เพียงเท่านี้ผิวสวยก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ลองมาดูเลยค่ะว่าวิตามินตัวไหนสำคัญต่อผิวของเราบ้าง


วิตามิน  และ E

วิตามิน และ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดแรง ๆ และลดความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระจะทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งส่งผลทำให้ผิวเกิดริ้วรอยได้ง่าย ทำให้เราแก่เร็วนั่นเองค่ะ การรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน เช่น พริกหยวก บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก และผักใบเขียวสามารถทดแทนการสูญเสียวิตามินผ่านทางผิวหนังได้ค่ะ

วิตามิน A

วิตามินเอ ช่วยบำรุงและซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิว ถ้าร่างกายของเราได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอ ก็อาจจะพบกับปัญหาที่ผิว เช่น ผิวแห้งและแตกลอก วิตามิน A1 หรือที่รู้จักในชื่อ เรตินอล สามารถพบได้ในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น ปลาที่อุดมไปด้วยไขมัน ตับ ชีสและเนย นอกจากนี้ร่างกายของเราก็ยังสามารถสร้างวิตามิน ได้เองจากแคโรทินอยด์ที่พบในพืช เช่น มันเทศ เคล และ แครอท ดังนั้นเลือกกินอาหารที่มีวิตามินเอสูงก็ช่วยลดปัญหาผิวแตกแห้งลอกได้ค่ะ

วิตามิน B รวม

ผิว เล็บ และเซลล์ผมมาจากไบโอตินที่สามารถพบในวิตามิน หากได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ผิวอาจจะมีอาการคันและตกสะเก็ด ซึ่งเราจะเติมไบโอตินให้ร่างกายได้ง่าย ๆ โดยกินอาหารประเภท กล้วย ไข่ โอ๊ตมีลและข้าว นอกจากนี้ไนอะซิน หรือที่รู้จักในชื่อ วิตามิน B3 มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบสำหรับบรรเทาอาการผิวแห้งระคายเคืองได้ด้วยค่ะ

นี่แหละคือวิตามินที่จำเป็นต่อผิวของเราแบบหลัก ๆ ถ้าใครกำลังเจอปัญหาผิวแบบไหนอยู่แค่เติมวิตามินให้เพียงพอที่ร่างกายและผิวต้องการ ก็สามารถช่วยรักษาผิวจากภายในได้แล้วล่ะค่ะ


จริงหรือ… การวิ่งทำให้ขาใหญ่ พ่วงด้วยเข่าเสื่อม?

กำลังเป็นการออกกำลังกายที่หลายคนสนใจอยู่ในขณะนี้ สำหรับ “การวิ่ง” เนื่องจากกระแส “พี่ตูน บอดี้สแลม” ออกมาวิ่งรับบริจาค ในโครงการก้าวคนละก้าว แต่แม้ “การวิ่ง” จะเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่าย หลายคนก็ยังลังเลเพราะความเชื่อที่ว่า การวิ่งทำให้ขาใหญ่ แถมยังเสี่ยงเข่าเสื่อม!!


จริงหรือ…วิ่งแล้วทำให้ขาใหญ่?

ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า
วิ่งมีส่วนช่วยให้ช่วงขาเรียวงาม การออกกำลังกายโดยทั่วไปไม่ทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นง่ายๆ โดยเฉพาะผู้หญิง แม้แต่การบริหารเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ยังยากที่จะทำให้กล้ามเนื้อของผู้หญิงใหญ่ขึ้น แต่การวิ่งทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ในขณะที่ไขมันใต้ผิวหนังลดลง อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องควบคุมเรื่องอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการด้วย
อาการบวมน้ำบริเวณขาภายหลังจากการวิ่ง หากสังเกตบริเวณน่อง อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าขาใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก เลือดจะถูกส่งไปบริเวณนั้นมากขึ้น มีลักษณะคล้ายอาการบวมน้ำ ซึ่งเป็นอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นได้หลังออกกำลังกายอย่างหนัก วิธีแก้ไขก็คือต้องมีการคูลดาวน์ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อภายหลังจากการออกกำลังกายหรือจากการวิ่ง

จริงหรือ…วิ่งแล้วทำให้หัวเข่าและข้อเสื่อม?

ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า
ความเชื่อที่ว่าการวิ่งทำให้หัวเข่าและข้อเท้าเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น ความจริงแล้วการวิ่งที่ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง ช่วยป้องกันการเสื่อมเร็วของข้อต่อ การหยุดวิ่งหรือขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ข้อเสื่อม
เพราะการวิ่งแต่ละก้าวมีแรงกดที่กระดูกอ่อนผิวข้อซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำคอยรับแรงกระแทกในข้อแรงกดและปล่อยอย่างเป็นจังหวะจากการวิ่งจะเพิ่มการหมุนเวียนน้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อ ซึ่งเป็นสารอาหารให้เซลล์กระดูกอ่อนซึ่งไม่มีเลือดมาเลี้ยงและต้องได้สารอาหารและออกซิเจนจากน้ำหล่อเลี้ยงข้อเท่านั้น การเคลื่อนไหวข้อที่มีแรงกดที่กระดูกอ่อนอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอจึงเป็นการให้สารอาหารกระดูกอ่อนกระตุ้นการสร้างและซ่อมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเสื่อม

ฉะนั้น หากวิ่งเป็นประจำจะช่วยให้ผอมได้ แต่ทั้งนี้ควรมีการดูแลและควบคุมการรับประทานอาหารให้ได้ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมทั้งมีการเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยการฝึกความแข็งแรงร่วมด้วยนะคะ


รวมเมนูอาหารเช้าสุดพลาด ที่ยิ่งกิน ยิ่งอ้วน!

“อาหารเช้า” เป็นมื้อสำคัญของร่างกายที่ไม่ควรละเลย เพราะจะช่วยทำให้ร่างกายมีพลังงานที่สามารถนำไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า รวมถึงช่วยกระตุ้นพลังงานสมองได้
แต่ทั้งนี้ก่อนจะหม่ำมื้อเช้าควรเลือกให้ดี เพราะมีหลายเมนูอาหารเช้ายอดฮิตที่กินแล้วทำให้อ้วนง่าย!

เมนูอาหารเช้ายอดฮิตที่กิน ที่ยิ่งกิน ยิ่งอ้วน


  1. เครื่องดื่มคาเฟอีนที่มีรสหวานมัน อาทิ กาแฟเย็น โกโก้ ชาเย็น ชาเขียว ในเครื่องดื่มเหล่านี้อุดมไปอุดมไปด้วยน้ำตาล นมข้น ครีมเทียม ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้อาจนำมาซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
  1. อาหารทอด เช่น ไก่ทอด หมูทอด ปาท่องโก๋ ของทอดมักจะอุดมไปด้วยน้ำมัน มีแคลอรีสูง โดยน้ำมันที่ผ่านการทอดซ้ำหลายครั้งจะมีสารโพลาร์ที่สามารถสะสมและก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อร่างกายได้
  1. อาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง เช่น แซนวิช เบอร์เกอร์ โดนัท มัฟฟิน แฮชบราวน์ อาหารประเภทนี้มีปริมาณแป้ง ไขมัน และน้ำตาลสูง หากรับประทานเป็นประจำจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ฯลฯ
  1. อาหารเช้าแบบสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป อุดมไปด้วยโซเดียม ซึ่งหากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินความจำเป็น จะทำให้เกิดอาการอ้วนบวมน้ำ ขาดสารอาหาร จึงไม่ควรรับประทานบ่อยๆ หรือหากอยากรับประทานก็ควรเติมผัก ไข่ หรือเนื้อสัตว์ เพื่อเพิ่มสารอาหาร
  1. อาหารปิ้งย่าง อาทิ หมูปิ้ง ไก่ปิ้ง ตับปิ้ง ฯลฯ โดยมักรับประทานคู่กับข้าวเหนียว ซึ่งเมนูเหล่านี้มักเป็นเนื้อส่วนที่มีมันแทรกอยู่ แถมบางเจ้ายังปิ้งด้วยไฟแรง ทำให้มีส่วนที่ไหม้เยอะ หากรับประทานเป็นประจำทุกวัน ย่อมเสี่ยงต่อโรคอ้วน ไขมันอุดตัน รวมถึงโรคมะเร็งต่างๆ
  1. ซีเรียล ควรอ่านส่วนประกอบในฉลากให้ดีก่อน เพราะซีเรียลส่วนใหญ่ที่วางขายอยู่ตามร้านสะดวกซื้อ มักประกอบไปด้วยน้ำตาลและแป้งขัดขาวเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้อ้วนง่าย
  1. น้ำผลไม้สำเร็จรูป แม้จะขึ้นชื่อว่าน้ำผลไม้ก็จริงแต่ก็ไม่ได้จะดีเสมอไป เพราะในน้ำผลไม้บรรจุกล่องมักจะอุดมไปด้วยน้ำตาลที่สูงมาก ทางที่ดีควรคั้นเอง หรือรับประทานผลไม้สดเป็นลูกๆ ไปเลยจะดีกว่า
หลายคนเชื่อว่า มื้อเช้ากินเข้าไปเยอะแค่ไหนก็ได้ ยังไงระหว่างวันก็เผาผลาญหมด ต่างจากมื้อเย็นที่อาจสะสมได้ แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะกินเวลาไหน ตราบใดที่ปริมาณแคลอรี่มากกว่าเผาผลาญ ก็อ้วนอยู่ดีค่ะ


3 ข้อต้องรู้ก่อนคิดจะเสริมหน้าอก

ด้วยค่านิยมในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์เป็นอันดับหนึ่ง ส่งผลให้ประชาชนคนไทยต่างให้ความสนใจในบริการทางด้านการแพทย์และเสริมความงามเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในบริการที่บรรดาสุภาพสตรีต่างให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ คือ การศัลยกรรมเสริมหน้าอก หรือการอัปไซส์หน้าอกหน้าใจนั่นเองค่ะ
สำหรับสาเหตุของการศัลยกรรมเสริมหน้าอกมีหลายเหตุผล อาทิ เพื่อความสวยความงาม เพื่อเพิ่มความมั่นใจ หรือเพื่อตกแต่งหน้าอกภายหลังการผ่าตัดเต้านม และแม้ว่าการศัลยกรรมเสริมความงามจะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่มิใช่ทุกรายที่จะสามารถศัลยกรรมเสริมหน้าอกได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย และได้รับบริการที่เหมาะสมตรงกับความต้องการ
นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้แนะหลัก “3 สม” ให้พึงระลึกใช้ก่อนรับบริการศัลยกรรมเสริมหน้าอก หรือเสริมความงามประเภทอื่นๆ ดังนี้

1. “สมวัย”

การรับบริการศัลยกรรมเสริมความงามทุกประเภท โดยเฉพาะการเสริมหน้าอกเพื่อความงามควรทำในช่วงอายุที่เหมาะสมให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ไม่ควรทำในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น เนื่องจากขนาดหน้าอกของผู้หญิงสามารถเพิ่มขึ้นได้จนถึงประมาณอายุ 20 – 22 ปี รวมทั้งผู้ที่มีอาการติดเชื้อ, ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือเคยมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม และหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรไม่ควรศัลยกรรมเสริมหน้าอก เนื่องจากการศัลยกรรมเสริมหน้าอกอาจมีผลต่อการรักษาอาการติดเชื้อ/โรคมะเร็ง และเป็นข้อคำนึงด้านความปลอดภัยของหญิงกำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร

2. “สมเหตุ”

พิจารณาอย่างถี่ถ้วน คำนึงถึงความจำเป็น และประโยชน์ที่จะได้รับก่อนตัดสินใจรับบริการ อย่าตัดสินใจรับบริการตามคำโฆษณาชักชวนว่าดี ราคาถูกกว่าแห่งอื่น หรือทำเพราะเห็นว่าเป็นที่นิยม

3. “สถานที่เหมาะสม”

เลือกรับบริการจากสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หากเป็นการศัลยกรรมเสริมหน้าอกจะต้องกระทำในห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐานและมีวิสัญญีแพทย์เป็นผู้ดำเนินการให้ยาระงับความรู้สึก เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ หากรับบริการจากคลินิกเถื่อน ก็จะเสี่ยงเกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งการติดเชื้อ ทำให้มีอาการอักเสบ ระคายเคือง ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อบริเวณเต้านมตาย, เต้านมหลังการผ่าตัดมีขนาด รูปร่าง หรืออยู่ในระดับที่ไม่เท่ากัน จนถึงขั้นเกิดอันตรายต่อชีวิตผู้รับบริการ

ที่สำคัญอย่าลืมตรวจเช็คสถานพยาบาลว่ามีการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจากเว็บ www.mrd-hss.moph.go.thรวมถึงตรวจสอบชื่อแพทย์ที่ให้บริการที่เว็บไซต์แพทยสภา www.tmc.or.th ด้วยนะคะ


ใช้ “ครีมทาก้นขาว” ระวังดูดซึมเข้าร่างกาย มีพิษต่อตับ-ไต

ต้องยอมรับว่าการโพสต์คลิปแรงๆ ฉาวๆ ยังเป็นวิธีที่ดึงความสนใจจากคนส่วนมากได้ไม่น้อย ดังเช่นกรณีสาวสวยสาธิตครีมยี่ห้อหนึ่ง โดยการดึงกางเกงลงจนเห็นบั้นท้ายแล้วทาครีมลงไป พร้อมโฆษณาสรรพคุณว่า ตัวเองได้ทาก้นจนทำให้ก้นขาว ว่าแต่การทาครีมจะช่วยให้ก้นดำคล้ำเปลี่ยนมาขาวใสได้จริงหรือ?
พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า
ผิวหนังบริเวณก้นเป็นพื้นที่ใต้ร่มผ้า เหมือนกับหน้าท้องและท้องแขน ซึ่งปกติจะขาวกว่าบริเวณนอกร่มผ้าอยู่แล้ว แต่บริเวณก้นจะมีการเสียดสีมากกว่า ทำให้ผิวบริเวณนั้นคล้ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็จะมีการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติในรอบ 28 วันอยู่แล้ว ทำให้ผิวมีเซลล์ที่สดใหม่ สีตามกรรมพันธุ์ขึ้นมาได้

ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ค่อนข้างมีเม็ดสีเยอะเลยไม่ได้ขาวจั๊ว อาจจะขาวเหลือง อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์สามารถทำให้ผิวบริเวณนั้นขาวขึ้นได้จากการทำลายโครงสร้างเม็ดสีผิว โดยการเลเซอร์ ยากิน ยาฉีด แต่ทุกวิธีการล้วนมีผลข้างเคียง จึงต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์และทำเฉพาะที่จำเป็น
ส่วนครีมที่ขายตามท้องตลาดแล้วบอกว่าทำให้ผิวบริเวณนั้นขาว ส่วนมากพบว่าความขาวที่ได้เกิดจากผลข้างเคียงของสารนั้นๆ เช่น สเตียรอยด์ ทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นหดตัว ผิวฝ่อลง ทาไปนานๆ เนื้อจะบุ๋ม เส้นเลือดฝอยขยายตัวมาก หรือสารปรอท เป็นสารฟอกสี ทำให้การสร้างเม็ดสีน้อย กระจายออก
มีผลข้างเคียงเพราะมีการดูดซึมเข้าร่างกาย มีพิษต่อตับ ไต ไตวาย ตายได้ และไฮโดรควิโนน เป็นยารักษาฝ้ายังใช้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโดนแดดหน้าไหม้ ทานานหน้าแดงเป็นลูกเชอรี่ 2-3 เดือน ก็จะดำเหมือนไข่ปลาเล็กๆ แล้วจะเกิดการจับตัวของเม็ดสีเป็นก้อน รักษายา เลเซอร์ก็ไม่หมด
ครีมที่เป็นข่าวคิดว่าอาจจะเป็น 1 ใน 3 ตัวที่พบบ่อย คือ สเตียรอยด์ ปรอท หรือ ไฮโดรควิโนน หรือเอามาผสมกันหรือไม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการจับกุมบ่อยๆ หากเป็น 3 ตัวนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะมีผลข้างเคียงมาก ขาวก็ขาวกระดำกระด่าง และเนื่องจากผิวก้นมีการเสียดสีตลอดเวลา ทำให้ขาวอย่างไรก็มีโอกาสกลับมาดำอีก
ฉะนั้น ทางที่ดีคือการทำให้ผิวบริเวณนั้นมีสุขภาพดีด้วยวิธีที่ปลอดภัย เช่น สครับผิวที่ก้นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทาครีมบำรุง โดยเลือกครีมที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ใส่กางเกงชั้นในแบบที่ไม่รัดและไม่มีตะเข็บ


จัดฟันออนไลน์ก็มา… ทำเป็นเล่นเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

“การจัดฟัน”

เป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการสบฟันผิดปกติ ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น โดยต้องมีทันตแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ผลลัพท์คือมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น และมั่นใจขึ้น
ด้วยความหวังที่จะมีฟันสวยแต่ไม่อยากจ่ายแพง ทำให้บางคนหันไปพึ่งการจัดฟันออนไลน์ โดยหารู้ไม่ว่า กำลังพาตัวเองเสี่ยงอันตราย!
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า
ในปัจจุบันธุรกิจจัดฟันแฟชั่นออนไลน์ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้มีรูปแบบพัฒนาไปจากเดิมมาก มีแหล่งขายรีเทนเนอร์ขนาดใหญ่ มีร้านที่ลักลอบให้บริการติดอุปกรณ์ลวดดัดฟันแฟชั่นผิดกฎหมาย รวมถึงสามารถหาซื้อได้เองจากร้านค้าออนไลน์โดยสั่งทางอินเตอร์เน็ตและนำมาติดเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้เกิดอันตรายได้
ดังนั้น หากมีปัญหาเรื่องการสบฟันผิดปกติต่างๆ ควรได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการประเมินก่อนการรักษา เพราะการจัดฟันเป็นการรักษาที่ต่อเนื่องและใช้ระยะเวลานาน เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ต้องผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อ มีการบรรจุในซองอย่างดี รวมไปถึงขั้นตอนในการติดตั้งอุปกรณ์ในการจัดฟันต้องใช้นํ้ายาทำความสะอาดที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์

อันตรายจากการจัดฟันแฟชั่นออนไลน์



โดย ทันตแพทย์บุญชู สุรีย์พงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ มีดังนี้
  1. การจัดฟันแฟชั่นออนไลน์ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพฟันและสุขภาพช่องปากทำให้เหงือกอักเสบเป็นแผล มีเลือดไหล เกิดแผลในช่องปาก เนื่องจากลวดและพลาสติกอาจกดเหงือกหรือทิ่มเหงือก
  2. สารอันตราย เช่น ปรอท สารหนู ตะกั่ว อาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากการใช้เครื่องมือที่ไม่ได้คุณภาพ
  3. อาจเกิดการติดเชื้อ เนื่องจากขั้นตอนในการทำสกปรก ไม่มีการล้างมือด้วยนํ้ายากำจัดเชื้อ เครื่องมือที่ใช้ไม่มีการฆ่าเชื้อโรค
  4. เกิดฟันผุหรือปวดฟันจากการใส่ลวดในช่องปาก
  5. ทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันลดลง เศษอาหารติดได้ง่าย มีการละลายตัวของรากฟัน
  6. อาจถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ตัวจากการใส่ลวดเส้นเล็ก ถ้าไม่แน่น หรือหลวม ขยับได้ จะเกิดอันตรายอย่างมาก ยิ่งใส่นอนหรือขณะกินอาหาร ลวดขนาดเล็ก รวมถึงอุปกรณ์ชิ้นเล็กที่ติดไม่แน่นกับลวด อาจหลุดเข้าคอได้
ฉะนั้น หากคิดจะจัดฟันต้องรับบริการจากแพทย์เท่านั้นนะคะ แต่ถ้าพลาดไปแล้วจนเกิดปัญหาจากการจัดฟันออนไลน์และจัดฟันแฟชั่น ต้องรีบไปพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษาและแก้ไขค่ะ




จริงหรือไม่? “แผ่นลอกสิวเสี้ยน” ทำรูขุมขนกว้าง!

แชร์กันต่อเนื่องด้วยความรู้สึกสะพรึงทีเดียวค่ะ สำหรับกระทู้เด็ดจากเว็บไซต์ Pantip ที่เจ้าของกระทู้ได้เตือนภัยคนชอบลอกสิวเสี้ยน โดยแชร์ประสบการณ์ตรงว่าตนประสบปัญหารูขุมขนกว้าง พร้อมแนบภาพให้เห็นจะๆ
ว่าแล้วเราไปตามหาคำตอบกันค่ะ ว่าการลอกสิวเสี้ยนทำให้รูขุมขนกว้างจริงหรือไม่?
พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงปัญหาการลอกสิวเสี้ยน ว่า…
สิวเสี้ยนเกิดจากการทำงานมากเกินไปของต่อมไขมัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการไปจับไปแคะไปกดบริเวณนั้นมากเกินไป ทำให้ต่อมไขมันเกิดระแคะคายและทำงานมากขึ้น จนเกิดเป็นสิวอุดตันชนิดคอมีโดน และเมื่อไปรวมกับขนอ่อนจึงกลายเป็นสิวเสี้ยนขึ้นมา

บริเวณที่พบบ่อยที่สุด คือ บริเวณรอบจมูก

ทั้งนี้ ในสมัยโบราณจะมีวิธีการกำจัดหรือรักษาสิวเสี้ยน คือ ใช้ไข่ขาวมาแปะแล้วลอกออก พอมาปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นการใช้สารบางอย่างที่มีคุณสมบัติเหมือนกาวมาผนึกลงกระดาษ แล้วนำมาใช้แปะที่ผิวบริเวณจมูกแล้วลอกออก หรือที่เรียกว่า “แผ่นลอกสิวเสี้ยน
การใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนสามารถทำให้สิวเสี้ยนหลุดไปจากรูขุมขนได้จริง เป็นเหมือนการทำความสะอาดสิ่งสกปรก ดังนั้น เมื่อสิวเสี้ยนหลุดออกไปจึงทำให้สามารถเห็นรูขุมขนชัดขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นแต่อย่างใด และหากไม่มีไขมันไปอุดตันอีก ผิวหนังบริเวณนั้นก็จะกระชับไปเอง เพราะร่างกายสามารถกระชับเองตามธรรมชาติ จึงสามารถใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนได้ ไม่ต้องกังวล
ส่วนของน้ำยาที่โฆษณาว่า ทำให้เกิดรูขุมขนกระชับ ที่จริงแล้วเป็นเพียงน้ำยาที่กำจัดสิ่งสกปรก อย่างไรก็ตาม จะมีผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีกรดวิตามินเอที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้คอลลาเจนแข็งแรงขึ้น ช่วยกระชับรูขุมขนได้เล็กน้อย แต่ถ้าเป็นลักษณะนี้จะเป็นยาและต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น
ส่วนที่ระบุว่าใช้น้ำแข็งประคบเพื่อกระชับรูขุมขนนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นการช่วยให้รูขุมขนกระชับ แต่น้ำแข็งจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหดตัว เหมือนเป็นการปิดรูขุมขนที่เปิดอยู่ เพราะตรงรูเล็กๆ จะมีต่อมเกี่ยวข้อง 3 ต่อม คือ ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน และกล้ามเนื้อมัดเล็ก น้ำแข็งจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กให้หดตัว
ทั้งนี้ การทำเลเซอร์สามารถทำให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้ และสามารถลดขนาดรูขุมขนได้ค่ะ แต่ผลข้างเคียงอาจจะทำให้มีรอยแดงเกิดขึ้น ฉะนั้น เลือกวิธีที่เหมาะสมกับสุขภาพผิวของคุณนะคะ