ขี้แมลงวัน (Lentigine) คือจุดดำๆ เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติทั่วๆร่างกายตั้งแต่วัยเด็ก แต่จะพบบ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีที่เราเรียกว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ในบริเวณนั้น มีความผิดปกติเกิดขึ้น ทั้งรูปร่าง, ขนาด, และจำนวนของเซลล์ และมีการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เกี่ยวข้องกับสภาพผิว (Skin type) แต่ละคน, พันธุ์กรรม, แสงแดด, และอายุ
โดยทั่วไปขี้แมลงวันไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งของผิวหนัง การรักษาทำได้โดยตัดออก เช่น การจี้ด้วยไฟฟ้า, หรือเลเซอร์ หรือทำการผ่าตัด
ลักษณะของ ขี้แมลงวัน ที่อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย มีดังนี้
1. ขี้แมลงวัน ที่ได้รับการระคายเคืองบ่อยๆ
2. ขี้แมลงวัน ในบริเวณที่สังเกตได้ยาก เช่น บนหนังศีรษะ หรืออวัยวะเพศ
3. ขี้แมลงวัน ที่มีมาแต่กำเนิดและขนาดใหญ่ เช่น ไฝยักษ์ ( Giant congenital melanoma
โดยทั่วไปขี้แมลงวันไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งของผิวหนัง การรักษาทำได้โดยตัดออก เช่น การจี้ด้วยไฟฟ้า, หรือเลเซอร์ หรือทำการผ่าตัด
ลักษณะของ ขี้แมลงวัน ที่อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย มีดังนี้
1. ขี้แมลงวัน ที่ได้รับการระคายเคืองบ่อยๆ
2. ขี้แมลงวัน ในบริเวณที่สังเกตได้ยาก เช่น บนหนังศีรษะ หรืออวัยวะเพศ
3. ขี้แมลงวัน ที่มีมาแต่กำเนิดและขนาดใหญ่ เช่น ไฝยักษ์ ( Giant congenital melanoma
ขี้แมลงวัน ที่มีลักษณะผิดปกติ ได้แก่
1. สีดำเข้มผิดปกติกว่าที่อื่นๆ
2. สีที่ไม่สม่ำเสมอ หรือสีเปลี่ยนอย่างกะทันหัน
3. ขอบเขตไม่เรียบ
4. ขนาดใหญ่เกิน 5 มม.
5. โตเร็วผิดปกติ ไฝนั้นทางการแพทย์เรียกว่า “nevi” เป็นตุ่มเนื้อที่มีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันได้หลายแบบ ปกติมีสีออกน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลดำ สีที่เห็นนั้นเกิดจากสีเมลานิน (melanin) ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ผิวหนังของเรามีสีนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วไม่ค่อยพบไฝตั้งแต่แรกเกิด มักค่อยๆ ปรากฏให้เห็นในช่วงอายุ ๒๐ ปีแรก ในบางคนไฝบางเม็ดอาจเริ่มโผล่มาให้เห็นเมื่ออายุ ๔๐ ปี หรือมากกว่านั้นก็ได้ ไฝเกิดได้ทุกตำแหน่งบนผิวหนัง อาจเกิดเป็นตุ่มเดี่ยวๆ หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
1. สีดำเข้มผิดปกติกว่าที่อื่นๆ
2. สีที่ไม่สม่ำเสมอ หรือสีเปลี่ยนอย่างกะทันหัน
3. ขอบเขตไม่เรียบ
4. ขนาดใหญ่เกิน 5 มม.
5. โตเร็วผิดปกติ ไฝนั้นทางการแพทย์เรียกว่า “nevi” เป็นตุ่มเนื้อที่มีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันได้หลายแบบ ปกติมีสีออกน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลดำ สีที่เห็นนั้นเกิดจากสีเมลานิน (melanin) ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ผิวหนังของเรามีสีนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วไม่ค่อยพบไฝตั้งแต่แรกเกิด มักค่อยๆ ปรากฏให้เห็นในช่วงอายุ ๒๐ ปีแรก ในบางคนไฝบางเม็ดอาจเริ่มโผล่มาให้เห็นเมื่ออายุ ๔๐ ปี หรือมากกว่านั้นก็ได้ ไฝเกิดได้ทุกตำแหน่งบนผิวหนัง อาจเกิดเป็นตุ่มเดี่ยวๆ หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
แรกเริ่มแล้วไฝจะเป็นจุดดำหรือน้ำตาล ราบแลดูคล้ายกระ เมื่อเวลาผ่านไป ไฝจะค่อยๆโตและนูนขึ้น บางครั้งมีเส้นขนงอกออกมา ไฝบางเม็ดเมื่อทิ้งไว้นานๆ อาจค่อยๆ หดหายไปได้เอง บางเม็ดก็ไม่หาย บางเม็ดเป็นตุ่มนูนมีก็านขนาดเล็กยึดติดกับผิวหนัง ไฝอาจมีสีดำคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด หรือระหว่างการได้รับยากินบางตัว ไฝอาจมีสีเข้มและโตขึ้นในช่วงวัยรุ่นและในระหว่างตั้งครรภ์ สำหรับไฝแบบใดที่อาจเป็นอันตรายหรือควรไปพบแพทย์นั้น ก็คือ ถ้าไฝมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขนาด รูปร่าง และสี หรือมีเลือดออกจากไฝ คัน และเจ็บปวด ควรไปพบแพทย์ผิวหนังทันที เพราะไฝนั้นอาจเป็นมะเร็งของผิวหนัง เรียกว่า “มะเร็งไฝดำ” (malignant melanoma)
ไฝส่วนใหญ่ที่แพทย์ตัดออกให้มักเป็นในแง่ความสวยงามเท่านั้น บางคนมาตัดไฝเพื่อให้โหงวเฮ้งดีขึ้น โดยมากใช้วิธีตัดออกแล้วเย็บผิวหนังบริเวณนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและไม่สิ้นเปลืองนัก หากแพทย์ไม่แน่ใจว่าไฝนั้นเป็นมะเร็งของผิวหนังหรือไม่ ก็จำเป็นต้องส่งชิ้นเนื้อที่ตัดออกมาไปให้พยาธิแพทย์ส่องกล้องตรวจดูว่า มีเซลล์มะเร็งปนอยู่หรือไม่ ไฝบางอย่างมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมะเร็งมากกว่าไฝทั่วๆไป เช่น ไฝที่เป็นตั้งแต่กำเนิด โดยเฉพาะไฝที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “congenital pigmented nevi” ไฝชนิดหนึ่งที่มีสีไม่สม่ำเสมอศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า “dys-plastic nevi” มีโอกาสเป็นมะเร็งของผิวหนังได้มากกว่าปกติ ไฝพวกนี้มักมีขนาดใหญ่กว่าไฝปกติ (ไฝปกติมักมีรขนาดเล็กกว่ายางลบที่ติดดินสอ) และมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ
เชื่อกันว่าไฝที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า ๐.๖ เซนติเมตร มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้สูงกว่าไฝที่มีขนาดเล็กกว่านั้น ไฝชนิด dys-plastic นี้มักมีสีไม่สม่ำเสมอ มีตรงกลางค่อนข้างสีดำน้ำตาลและมีขอบสีจางกว่า ไฝชนิดนี้มักมีประวัติครอบครัวร่วมด้วย มีการประมาณว่าคนอเมริกัน ๑ คนในทุกๆ ๒๕ คนมีไฝชนิดนี้ ผู้ที่มีไฝชนิดนี้มีโอกาสเป็นมะเร็งของผิวหนังที่เกิดจากไฝมากกว่า ๑๐ เท่า ของผู้ที่เป็นไฝทั่วไป หากมีข้อสงสัยว่าเป็นไฝแบบไหน และจะมีอันตรายหรือไม่ ก็ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเสียนะครับ