ทรีทเมนต์เท่าไหร่ผมก็ไม่กลับมาสวย แก้ได้ด้วย “สารอาหารบำรุงผม”

เพราะสมัยนี้ทั้งสารเคมี ฝุ่นละอองก็ทำร้ายเส้นผมให้แห้งกรอบได้ทั้งนั้น เราจึงต้องการมากกว่าการบำรุงผมแค่ภายนอกโดยเริ่มต้นจากการบำรุงภายในด้วยสารอาหารที่ช่วยให้เส้นผมของสาวๆ สวยสุขภาพดี ของดีมีประโยชน์กับผมทั้งนั้นเลยค่ะ


ธาตุเหล็ก

สารอาหารประเภทธาตุเหล็กจำเป็นสำหรับการนำออกซิเจนมาสู่เส้นผม หากร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ผมก็จะขาดออกซิเจนไปด้วยนะคะ ซึ่งอาหารที่มีธาตุเหล็กอยู่มากก็คือถั่วต่างๆ นั่นเอง


สังกะสี

จำเป็นสำหรับการสร้างโปรตีนให้ผม และป้องกันผมร่วงได้ด้วยนะ ใครชอบอาหารทะเลได้เฮกันเลยเพราะเป็นแหล่งที่มีสังกะสีอยู่มากทีเดียว


ทองแดง

ทองแดงเกี่ยวข้องกับเรื่องสีของผมค่ะ หากร่างกายได้รับในปริมาณที่พอเหมาะก็จะช่วยให้ผมดกดำ ไม่หงอกเร็วก่อนวัย มักมีมากในอาหารทะเล ผักสด ถั่ว ฯลฯ


วิตามินเอ

มีความสำคัญมากสำหรับสุขภาพหนังศีรษะและสุขภาพผิวด้วย คนรักสวยรักงามขาดไม่ได้ ถ้าไม่อยากให้มีรังแคจนเสียบุคลิกต้องเสริมด้วยวิตามินเอ


วิตามินบีและวิตามินซี

วิตามิน 2 ตัวนี้มีความสำคัญมากสำหรับวงจรการสร้างเส้นผม ช่วยให้ผมแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่าย แถมยังมีผลต่อการเติบโตและสีของผมด้วยค่ะ



ล็อคลิป ติดทนไม่ต้องทาซ้ำ

เบื่อเนอะ เวลาทาลิปสติกแล้วเผลอแป๊ปเดียวเลือนหาย ถึงแม้เดี๋ยวนี้จะมีสูตรติดทนขนาดไหน แต่ก็รู้สึกว่ามันยังไม่ติดริมฝีปากอยู่ดี แบบนี้ต้องลองเคล็ดลับที่ช่วยให้ลิปสติกติดทนยาวนานมากยิ่งขึ้น ลองทำตามดูค่ะ


1.บำรุงริมฝีปาก

เรื่องเบสิกที่ต้องทำเป็นขั้นตอนแรกก็คือการบำรุงริมฝีปากให้เนียนเรียบ อาจจะด้วยการสครับริมฝีปาก หรือบำรุงด้วยลิปบาล์มก่อนนอนทุกวันก็ดีค่ะ

2.วาดขอบปาก

วาดขอบปากด้วยลิปสติกแบบดินสอเพื่อเป็นการกำหนดรูปร่างของปาก ขอบปาก นอกจากติดทนแล้วรูปปากก็สวยมากขึ้นด้วย

3.เช็ดขอบปาก

สำหรับมือใหม่อาจจะมีส่วนที่วาดเกินออกมา แนะนำให้ใช้คอตตอนบัตเช็ดออกก่อนนะคะ เพื่อกำหนดรูปปากให้ได้รูปชัดขึ้น

4.ลงลิปไลเนอร์

เพื่อให้ลิปสติกติดทนมากกว่าเดิมการลงริมฝีปากด้วยลิปไลเนอร์ก่อน จะช่วยให้สีริมฝีปากชัดขึ้นและเมื่อสีลิปสติกหลุดออก ก็ยังมีสีลิปไลเนอร์ติดอยู่บนริมฝีปากไม่หลุดลอกจนน่าเกลียด

5.ทาลิปสติก

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการทาลิปสติกทับลิปไลเนอร์ 1 ครั้ง แล้วเอากระดาษทิชชูซับความมันของลิปสติกออกก่อนครั้งหนึ่ง จากนั้นทาทับครั้งสุดท้าย



แก้ 3 ปัญหาเยียวยาเรียวเล็บให้แข็งแรง

สาวๆ ที่ชอบทำเล็บทั้งหลายควรบำรุงเล็บควบคู่กันไปด้วยตลอดนะคะ หรือใครที่ไม่ได้ทำเล็บก็ควรบำรุงเช่นกัน เพราะเล็บก็เป็นหน้าเป็นตาความงามให้กับเราไม่แพ้ใบหน้าหรอกค่ะ นอกจากการบำรุงเล็บแล้วเรายังพบว่ามีปัญหาเล็บเสียหลายๆ สาเหตุ ดังนั้นวันนี้จึงสดสวยนำเคล็ดลับดูแลรักษาเล็บมาบอกต่อค่ะ


เล็บขึ้นรา

รู้ไหมว่าการทำให้เล็บอับชื้นอาจทำให้เกิดเชื้อราจำพวกกลากและ แคนดิดา (candida) ที่เล็บได้ การติดเชื้อที่เล็บนี้มักเริ่มจากการเป็นปื้นสีขาวที่ขอบเล็บด้านข้างหรือปลายเล็บแล้วขยายช้าๆ จนขาวขุ่นทั้งเล็บ เล็บจะหนาตัวขึ้น มีขุยใต้เล็บบางกรณีอาจมีเล็บเปราะ ขรุขระ บางครั้งอาจมีหนองร่วมด้วย อาการแบบนี้สามารถแก้ไขด้วย “มะกรูด” เพราะมะกรูดมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี นำมะกรูดมาคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆ อาการก็จะดีขึ้นค่ะ

เล็บเปราะ

เล็บเปราะเกิดจากการขาดสารอาหารประเภทวิตามิน โปรตีน นอกจากนั้นอาจเกิดจากการทำลายของสารบางอย่างในผงซักฟอก น้ำยาล้างจานที่ใช้เป็นประจำ ทำให้เล็บไม่แข็งแรง เล็บเปราะบาง แต่ไม่น่ากังวลมากค่ะ เพราะแก้ไขได้โดยรับประทานอาหารที่อุดมด้วย แคลเซียม เพราะเป็นแร่ธาตุหนึ่งที่สะสมไว้ในเล็บ ช่วยให้เล็บแข็งแรงขึ้นได้, วิตามินเอ ช่วยบำรุงผิวหนัง, ธาตุเหล็ก มีความสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของเยื่อบุผิว หากขาดธาตุเหล็กอาจทำให้เล็บเปราะบางได้ และ วิตามิน H หรือ ไบโอติน (biotin) นั่นเอง ไบโอตินเป็นวิตามินเสริมชนิดหนึ่งซึ่งมีบทบาทต่อการเสริมสุขภาพเส้นผมและเล็บให้แข็งแรงค่ะ

เล็บขบ

สาเหตุของเล็บขบอาจเกิดจากการตัดเล็บไม่ได้สัดส่วน ทำให้เล็บที่งอกมาใหม่ฝังลงในผิวหนัง ถ้าเจอปัญหานี้แนะนำให้แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือ โดยใช้เกลือ 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ลิตร ทำวันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อลดอาการบวมและอาการกดเจ็บ หลังจากแช่เท้าให้ใช้สำลีชิ้นเล็กๆ ชุบน้ำยาฆ่าเชื้อวางไว้บริเวณเล็บที่ขบ หากทำได้ให้สอดเข้าใต้ขอบเล็บ เพื่อช่วยให้เล็บงอกพ้นผิวหนังออกไปค่ะ


นอกจากแก้ปัญหาเล็บต่างๆ แล้ว ลองมาดูวิธีบำรุงเล็บให้สวยสุขภาพดีเป็นประจำกันเลยค่ะ
  • ควรตัดเล็บหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เพราะเนื้อเล็บจะอ่อนตัว ทำให้ตัดง่าย ไม่เกิดบาดแผล
  • อย่าล้างมือบ่อยเกินไป หลังล้างมือแล้วต้องเช็ดให้แห้งเพื่อป้องกันเชื้อรา
  • หลีกเลี่ยงการเพ้นต์สีเล็บที่อาจจะมีสารเคมีทำลายเนื้อเล็บได้ แต่ถ้าคนที่ชอบทำเล็บแนะนำให้พักเล็บบ้างค่ะ
  • การแคะเล็มและตัดจมูกเล็บเป็นสาเหตุหนึ่งของเล็บขบ เพราะฉะนั้นการไปทำเล็บบ่อยเกินไปก็ไม่ดีนักค่ะ



กินแต่พอดี “ขนมชีสทาร์ต” ไขมัน-โซเดียมสูงปรี๊ด!

ฮอตฮิตกันมาพักใหญ่สำหรับ “ขนมชีสทาร์ต” ชนิดที่ว่าบางยี่ห้อขายดิบขายดีจนต้องต่อคิวยาวเหยียดกว่าจะได้หม่ำ โดยหลายคนติดใจในความกรอบของแป้งทาร์ตบวกกับความหอมมันละมุนลิ้นของครีมชีสถึงจะอร่อยแค่ไหนก็ต้องหักห้ามใจกินแต่พอดีนะคะ เพราะขนมชนิดนี้มีไขมันและโซเดียมสูงเชียวล่ะ
ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้สุ่มทดสอบปริมาณสารอาหารต่างๆ ในขนมชีสทาร์ตจาก 7 ยี่ห้อดัง พบว่า…
ทุกยี่ห้อมีปริมาณไขมันเฉลี่ย 25.21 กรัม/100 กรัม และปริมาณโซเดียมเฉลี่ย 211 มิลลิกรัม/100 กรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะใน 1 วันร่างกายต้องการไขมันทั้งหมดน้อยกว่า 65 กรัม และโซเดียมน้อยกว่า 2,400 มิลลิกรัม
นอกจากนี้ผลการทดสอบยังพบว่า ขนมชีสทาร์ตทุกยี่ห้อมีปริมาณพลังงานเฉลี่ย 239.05 กิโลแคลอรี ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับปริมาณของอาหารจานเดียว 1 จานที่ปริมาณ 300 – 600 กิโลแคลอรี ดังนั้นหากผู้บริโภครับประทานในจำนวนมาก อาจส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงาน ไขมันและโซเดียมสูงเกินกว่าที่ต้องการในแต่ละวันได้

เนยและครีมชีสซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในขนมชีสทาร์ตจะทำให้มีปริมาณคอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี(LDL) เพิ่มขึ้นในหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดการอุดตันอันเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคอ้วนยิ่งหากยี่ห้อไหนใช้มาการีนหรือเนยขาวด้วยแล้วยิ่งอันตรายต่อสุขภาพเนื่องจากไขมันทรานส์ช่วยเพิ่มคอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) แถมยังลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ในเลือดอีกด้วย
ส่วนการกินอาหารที่มีโซเดียมสูงจะทำให้ระบบการดูดซึมอาหารในร่างกายทำงานหนัก ร่างกายจะพยายามจะขับเกลือทิ้งออกทางเหงื่อ ปัสสาวะ จึงทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ร้อนใน รู้สึกแสบคอ อาจทำให้อาเจียน ท้องเดิน หรือเกิดอาการบวมน้ำได้และละอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงได้นอกจากนี้ทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้า การคั่งของโซเดียมในร่างกายจึงทำให้ความดันโลหิตสูงตามมา
ถ้าไม่อยากสุขภาพพัง เลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะคะ แต่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จะหม่ำซักชิ้นก็ได้ แต่เมนูอื่นๆ ในวันนั้นให้เน้นเมนูผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ หรือธัญพืช เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกายค่ะ



“เพนต์เฮนน่า” ระวังเป็นแผลพุพองเพราะแพ้สารเคมี

บ่อยครั้งทีเดียวที่แฟชั่นความงามต่างๆ นำมาซึ่งภัยร้ายต่อสุขภาพหรือก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ดังเช่นกรณีโซเชียลมีเดียได้โพสต์เผยแพร่กรณีหญิงสาวชาวต่างชาติเพนต์สีเฮนน่าตามร่างกายแล้วเกิดอาการแพ้ ส่งผลให้มือของหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นแผลพุพองตามข้อความที่เพนต์ ซึ่งดูน่ากลัวมากๆ

“เฮนน่า”

เป็นชื่อสมุนไพรในเขตร้อน ปลูกกันมากในประเทศอินเดีย สำหรับสีเฮนน่าตามปกติจะทำมาจากสมุนไพรเฮนน่าซึ่งไม่ค่อยพบว่ามีผู้แพ้ แต่ในปัจจุบันกลับพบว่ามีการผสมสารย้อมผมในสีเฮนน่า เพื่อให้เกิดความคมชัด และมีสีเข้มมากกว่าสีที่มาจากธรรมชาติ โดยสารที่นำมาเติมในสีเพนต์เฮนน่า แล้วทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย คือ พาราเฟนนิลีนไดเอมีน หรือ พีพีดีที่เป็นสารประกอบตัวเดียวกันกับที่ใช้เติมในน้ำยาย้อมผม ที่ทำให้เกิดสีเข้มต่างกัน


ในรายที่เกิดอาการแพ้มากนั้น หลังจากเพนต์สีเฮนน่าไม่นาน อาการจะออกมาอย่างรวดเร็ว โดยจะมีอาการผื่นขึ้น มีตุ่มน้ำใสขึ้น คันบริเวณที่เพนต์ แต่บางคนที่แพ้ไม่มาก อาการอาจจะออกภายใน 7-10 วัน ซึ่งหากพบว่ามีอาการแพ้ ขอแนะนำว่าให้รีบเข้าพบแพทย์ในทันที เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยว่าอาการแพ้นั้นเกิดจากสีที่เพนต์ หรือเกิดจากการติดเชื้อ
ดังนั้นก่อนตัดสินใจจะเพนต์ เพื่อความปลอดภัยให้สังเกตลักษณะสีที่ใช้เพนต์ว่าเป็นอย่างไร หากมีสีเข้มหรือทำให้เกิดสีที่ออกดำชัดเจนมาก อาจจะมีการผสมของส่วนประกอบของพีพีดีหรือสารย้อมผม จึงทำให้เกิดการแพ้ค่อนข้างง่ายถ้าเป็นเฮนน่าธรรมชาติ สีจะออกน้ำตาลแดง สีไม่คมชัด ซึ่งจะมีโอกาสแพ้น้อยกว่า
หากแพ้สีที่เพนต์ แพทย์มักจะรักษาอาการโดยการจ่ายยาทาที่มีสารสเตียรอยด์ ทาเพียงไม่นานอาการแพ้ ผื่นคันหรือตุ่มน้ำใสก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม สีเฮนน่าอาจจะทำให้เกิดรอยดำที่ผิวไม่นานก็จะจางหายไปเช่นกัน ฉะนั้นหากต้องการจะเพนต์สีเฮนน่าหรือสีต่างๆ ตามร่างกาย ควรทดลองใช้สีนั้นนำมาแต้มลงที่ร่างกายดูก่อนโดยแต้มในจุดที่หากเกิดอาการแพ้แล้ว จะไม่เห็นเด่นชัด เช่น ต้นแขนหรือในร่มผ้า เมื่อลองแต้มดูสักระยะแล้วไม่พบอาการแพ้ก็สามารถเพนต์ได้ตามปกติ
หากมีอาการแพ้เกิดขึ้นหลังเพนต์เฮนน่ารวมถึงการเพนต์สีอื่นๆ ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยให้ถูกต้อง อย่าพยายามซื้อยามาทาเองเด็ดขาด


แนวทางป้องกันสารพัดโรคผิวหนังในช่วง “ฤดูฝน”

ช่วงนี้บ้านเราฝนตกแทบทุกวัน ส่งผลให้มีน้ำท่วมจึงทำให้เชื้อโรคหลายชนิดแพร่ระบาดได้ง่าย หากไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกวิธีจะทำให้เกิดโรคผิวหนังจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมถึงผิวหนังอักเสบได้ ไม่อยากเสี่ยงก็ต้องรู้จักดูแลและป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคผิวหนังเหล่านี้นะคะ


โรคผิวหนังที่พบบ่อยในฤดูฝน

  1. โรคน้ำกัดเท้า เกิดจากการแช่น้ำหรือเดินย่ำน้ำนานเกินไป ทำให้ผิวหนังเปื่อย ยุ่ย เกิดอาการระคายเคือง 2. ผื่นภูมิแพ้ เกิดจากการอาบน้ำอุ่นจัดหรือร้อนเกินไป ทำให้ผิวแห้ง เกิดอาการคันและผิวหนังอักเสบได้
  2. โรคกลาก เกิดจากการมีเหงื่อมากจากการออกกำลังกาย หรือตากฝน หรือสวมเสื้อผ้าทีไม่แห้งสะอาด
  3. โรคเท้าเหม็น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียปล่อยเอนไซม์ที่ย่อยสลายผิวหนัง เนื่องจากการลุยน้ำต่างๆ โดยไม่ได้ทำความสะอาดให้แห้งพอ โดนบ่อยๆ ซ้ำๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันตรงนั้นมีปัญหา ผิวเปื่อยยุ่ย เชื้อลุกลาม

แนวทางป้องกันสารพัดโรคผิวหนังในช่วง “ฤดูฝน”

  1. เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย แห้งง่าย ไม่ควรใส่ผ้าเนื้อหนาและรัดรูปจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการเสียดสีบริเวณผิวหนัง นอกจากนี้การที่เหงื่อออกมาก อับชื้นเชื้อราและแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้เกิดอาการแพ้เสื้อผ้ามีผื่นคันตามจุดต่างๆ รวมถึงเกิดกลิ่นอับ กลิ่นตัว เพราะเหงื่อระเหยได้ยากยิ่งขึ้น
  2. ผ้าที่เหมาะกับอากาศเมืองไทย คือ ผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ เพราะสวมใส่สบาย แห้งง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  3. ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าประเภทขนสัตว์ ผ้าไนลอน เพราะอาจทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง เกิดผดผื่นคัน เพราะเนื้อผ้าระบายอากาศไม่ดี จึงทำให้เกิดความอับชื้นจากเหงื่อและอาจเป็นที่มาของเชื้อโรคได้
  4. ควรซักเสื้อผ้าให้สะอาดและตากแดดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะเสื้อผ้าประเภทที่มีเนื้อผ้าหนาควรตากแดดให้แห้งสนิทจริงๆ เพราะเนื้อผ้าประเภทนี้มักแห้งช้ากว่าผ้าปกติ
  5. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะคนอ้วนเสื้อผ้ามักจะเสียดสีกับผิวหนังทำให้เกิดการระคายเคืองและอับชื้นได้ง่าย
  6. เวลานอนควรสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดชั้นในเวลานอน เพื่อให้จุดอับชื้นต่างๆ ในร่างกายมีการระบายได้ดี
ทั้งนี้ ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่มีวิตามินซี, อีและเบต้าแคโรทีน ดื่มน้ำสะอาดและพักผ่อนให้เพียงพอ หากพบความผิดปกติบริเวณผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์


2 สูตรเด็ดจากธรรมชาติ รักษารักแร้ดำ

รักแร้ดำทำเอาเราขาดความมั่นใจ อยากจะยกแขนขึ้นไปก็ไม่กล้า กลัวคนมอง ต้องคอยใส่เสื้อแขนยาวตลอดเวลาเลยใช่ไหมล่ะสาวๆ รอยดำเหล่านี้มักเกิดในบริเวณรอยพับหรือส่วนที่มีการเสียดสีบนผิวหนังของเรา นอกจากนี้ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างรอยดำได้ด้วยเช่นกัน นอกจากการเซเลอร์กำจัดเส้นขนบนรักแร้ที่อาจจะช่วยให้ผิวดูขาวขึ้นแล้ว สดสวยมีสูตรจากธรรมชาติมาฝากอีกเช่นเคยค่ะ ใครเป็นคนเอาใจใส่ดูแลผิวตลอดเวลาแนะนำสูตรนี้เลยนะคะ




สูตรที่ 1

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

นำส่วนผสมมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเอามาทาบริเวณรอยดำที่ต้องการกำจัดออก พอกทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดจะช่วยรักษารอยดำนี้ได้ หรือจะลองอีกหนึ่งสูตรดังนี้ก็ได้ค่ะ

สูตรที่ 2

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ดินเหนียวสีขาว
  • เลมอน
  • นมสด

วิธีทำ

กวนส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วนำไปพอกบริเวณรอยดำ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาทีเช่นกัน จากนั้นล้างออกให้สะอาดไม่ให้เหลือตกค้างที่ผิว


ชอบสูตรไหนสะดวกกับส่วนผสมแบบไหนลองหาวัตถุดิบมาใช้กันได้เลยนะคะสาวๆ สดสวยบอกได้เลยว่าถ้าเราหมั่นดูแลเป็นประจำ รักแร้ของเราจะค่อยๆ ขาวขึ้น เนียนขึ้น และดูดีขึ้นแน่นอนค่ะ

HEMP SEED อีกหนึ่งธัญพืชเทรนด์ใหม่ช่วยลดน้ำหนัก

หลังจากที่สดสวยได้แนะนำเมนู Banana Blueberry Hemp Seed Smoothie ได้ทิ้งปริศนาของส่วนผสมอย่างหนึ่ง Hemp Seed ซึ่งในบทความนี้ สดสวยจะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับเจ้าเมล็ดที่ให้ประโยชน์ทั้งสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักของเพื่อนๆ ไปในคราวเดียวกันได้ ไม่พูดเยอะ เราไปดูกันเลยดีกว่าว่ามันคืออะไร และเจ๋งแค่ไหน

Hemp Seed




*ในปริมาณ 100 กรัม
  • Protein: 31.56 g
  • Iron: 7.95 mg 
  • Magnesium: 700 mg
  • Calcium: 70 mg 
  • Potassium: 1.2 g 

เมล็ดเล็กแต่อัดแน่นด้วยโปรตีน

3 ช้อนโต๊ะของ Hemp Seed ให้โปรตีนมากกว่า 10 กรัม และยังให้ครบกรดอะมิโนทั้ง 9 ชนิด มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียมและสังกะสี ซึ่งโปรตีนใน Hemp Seed นั้นช่วยกักเก็บพลังงานและสร้างสมดุลให้กับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะช่วยป้องกันความกระหายในการทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงได้นั่นเอง สิ่งที่อยากแนะนำคือให้เพิ่ม Hemp Seed ลงไปในมื้อเช้า และผสมลงไปเล็กน้อยในมื้อกลางวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ทานได้น้อยลงในมื้อถัดไป

งานโลว์คาร์บก็มา

ถ้าเพื่อนๆ กำลังลดน้ำหนักอยู่และมีความกังวลเรื่องคาร์บ ให้มองหา Hemp Seed เป็นตัวช่วยใหม่ได้เลยค่ะ เพียงแค่ 2 กรัมหรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ ก็ช่วยเพิ่มสัมผัสของการเคี้ยว ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการลดข้าวโอ๊ตและเพิ่ม Hemp Seed แทน เพราะมีคาร์บน้อยกว่า และน้อยกว่าในเนยถั่ว อัลมอนด์และมีแคลอรี่ที่ต่ำกว่าด้วยนะ

ไขมันดีมีค่า

Hemp Seed นอกจากจะโลว์คาร์บ อุดมไปด้วยโปรตีน แคลอรี่ต่ำ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมันอุดมไปด้วยไขมันดีอย่าง โอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ มันช่วยเติมเต็มความรู้สึกอิ่ม ให้เราอิ่มยาว อิ่มนานขึ้นและกินได้น้อยลงนั่นเอง ลองผสมมันลงไปในเมนูปั่นอย่างสมูธตี้แก้วโปรดหรือจะใช้เป็นท็อปปิ้งเปลี่ยนสูตรก็ได้นะ


และนี่ก็คือประโยชน์ของ Hemp Seed ที่สดสวยอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ลองของใหม่กัน เรียกได้ว่าให้ประโยชน์อย่างมากในเรื่องลดน้ำหนัก ใครที่กำลังต้องการลดน้ำหนักจึงไม่ควรพลาดเลยล่ะค่ะ


6 ทริคไปกินบุฟเฟต์แบบไม่ให้กระทบน้ำหนักมากไป

ปัจจุบันการกินอาหารบุฟเฟต์นับเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยไปแล้ว ร้านอาหารส่วนใหญ่มักจัดแบบบุฟเฟต์ให้ลูกค้ากินแล้วคิดราคาเป็นรายหัว ซึ่งข้อดีก็คือจ่ายครั้งเดียวแล้วกินได้แบบยาวๆไปเลย แต่ข้อเสียก็คือเรามักจะกินอาหารเข้าไปจนเกินขนาดจนทำให้…. อ้วน!!! และแน่นอนค่ะ เรารู้ว่าอ้วน แต่บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ก่อนจะไปกินบุฟเฟต์ทุกครั้งควรพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้ก่อนเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง



1.กินน้อยๆ ก่อนจะไปกินมาก

สำหรับหลักกินบุฟเฟต์ของหลายๆคนอาจเป็น การอดอาหารให้หิวโซเพื่อจะได้กินบุฟเฟต์ได้คุ้ม ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่ดีกับตัวเราเลย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายลดการเผาผลาญพลังงานลงแล้ว ยังอาจหิวมากจนกิน ดังนั้นทางที่ดีควรเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลงก่อนไปกินบุฟเฟต์สัก 1-2 มื้อ  แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องไปกินแบบไม่ทันได้เตรียมตัว ก็เลือกเป็นลดอาหารในวันหลังจากกินบุฟเฟ่ต์แล้วก็ได้

2.พยายามลุกเดินบ่อยๆเพื่อเผาผลาญพลังงาน

การลุกเดินบ่อยๆเป็นการเผาผลาญพลังงานออกไปได้บ้าง ซึ่งดีกว่าการนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับที่แน่นอน ทางที่ดีเลือกนั่งไกลๆจากจุดซุ้มอาหารก็ดีนะ เพราะเราจะได้เดินไกลขึ้น

3.ใส่เสื้อผ้าพอดีตัว

ควรใส่เสื้อผ้าให้พอดีตัว ไม่ควรที่จะใส่ชุดหลวมๆ เพราะเมื่อเรากำลังเพลิดเพลินกับอาหารจะกินจนเกินอิ่มได้

4.จานเล็กช่วยได้

การหยิบจานเล็กมาใส่อาหารเหมือนไม่น่าจะช่วยอะไรได้ แต่ความจริงมีการศึกษามาแล้วและพบว่าการลดขนาดจานลง 2 นิ้ว จะช่วยให้เรากินอาหารลดลงได้ถึงร้อยละ 22 เลยทีเดียว

5.เลือกสลัดมาจานแรก

จานแรกที่ควรเริ่มคือสลัดน้ำสลัดน้อยๆเพื่อให้ท้องหนักไปก่อนบ้างจะได้กินอย่างอื่นได้น้อยลง

6.เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน

สำหรับเนื้อสัตว์ ควรเลือกเป็นประเภทต้มหรือนึ่ง และถ้าเป็นปิ้งย่างก็ไม่ควรเลือกที่ไหม้เกรียม ส่วนพวกเนื้อติดมัน น้ำผัด และชุบแป้งทอดแบบนี้อยู่ห่างๆไว้เลย


ผิวดีแน่ แค่ใช้ 3 ส่วนผสมนี้พอกหน้า

ถึงเวลาที่ต้องดูแลผิวหน้าอย่างเอาจริงเอาจังกันแล้ว เพราะช่วงที่ผ่านมาแสงแดดแผดเผาทำร้ายผิวของเราแบบสุดๆ ทำเอาความสวยของเราหยุดชะงักเลยทีเดียว วันนี้สดสวยเลยนำสูตรลับแบบฉบับออร์แกนิกมาบอกต่อ ขอบอกว่าเน้นความเป็นธรรมชาติเข้าช่วยล้วนๆ ซึ่งมันส่งผลดีต่อผิวของเรามากๆ ด้วย อย่ารอช้ามาดูกันว่าส่วนผสมอะไรที่ผิวของเราไว้ใจให้ดูแล

น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์

เป็นกรดธรรมชาติที่อ่อนโยน ช่วยกำจัดเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้ว ทำให้ผิวหนังที่แห้งกร้านหลุดลอกออกไปและเผยให้เห็นผิวใหม่ที่สดใสและนุ่มนวล

โยเกิร์ตธรรมชาติ

โยเกิร์ตช่วยเพิ่มเอนไซม์ธรรมชาติให้กับผิว ทำให้ผิวนุ่มและดูอ่อนกว่าวัย ในโยเกิร์ตมีโปรไบโอติกที่สามารถทำงานได้ทั้งภายในและภายนอกไม่ว่าจะใช้กินหรือทา โดยโปรไบโอติก (Probiotics) จะช่วยปกป้องร่างกายจากแบคทีเรียที่เป็นอันตราย การวิจัยล่าสุดระบุว่า การใช้โยเกิร์ตกับผิวเป็นเวลา 7 วัน กรดแลคติกในโยเกิร์ตจะเร่งการผลิตเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพราะมันสามารถป้องกันการเกิดสิวและช่วยลดการอักเสบของผิวได้

พลาสลี่

พลาสลี่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสามารถต้านการอักเสบและเมื่อถูกนำมาใช้กับผิว มันจะช่วยรักษาผิวที่ไหม้เกรียม แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อยและรักษาอาการคันได้

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม

  • พลาสลี่สดสับ 1/2 ถ้วย
  • น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ
  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. นำส่วนผสมนี้มาทาไว้บนใบหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตาเพราะผิวบริเวณนี้มีความละเอียดอ่อน
  2. ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกทันทีด้วยน้ำอุ่น
  3. ใช้มาส์กสัปดาห์ละ 2 ครั้งต่อเดือน จะช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่มและดูอ่อนกว่าวัย
เห็นถึงสรรพคุณของ 3 ส่วนผสมตัวแม่กันแล้ว ไม่กล้าปฏิเสธกันเลยใช่ไหมล่ะว่าอยากลอง เพราะฉะนั้นรีบเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วคว้าส่วนผสมเหล่านี้มามาส์กผิวกันด่วนเลยค่ะสาวๆ


3 สูตรแก้ขาหนีบดํา ด้วยวิธีธรรมชาติ ภายใน 1 เดือน



ขาหนีบดํา ปัญหาใหญ่ของสาวๆที่อยากใส่บิกินี่ หรือ ชุดว่ายน้ำ สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากการเสียดสีของผิวหนังบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งทำให้เกิดรอยดำเป็นปื้นๆ ซึ่งมักพบในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก คนที่ชอบใส่กางเกงใน หรือกางเกงยีนส์รัดๆ ทั้งหมดนี้คือสาเหตุของขาหนีบดําที่พบได้ทั่วไปนั่นเงอค่ะ 

สำหรับคนที่กำลังมองหาวิธีแก้ขาหนีบดําแบบเห็นผล ด้วยสูตรธรรมชาติ วันนี้เราขอแนะนำสูตรเด็ดแก้ขาหนีบดําดังต่อไปนี้ค่ะ 

สูตรที่ 1. ผงขมิ้น + น้ำมะนาว + โยเกิร์ต 

สิ่งที่ต้องเตรียม 

1.ผงขมิ้น 1/2 ช้อนชา
2. น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
3. ยเกิร์ต 1 ถ้วยมาผสมกัน 

วิธีทำ เพียงแค่นำเอาส่วนผสมที่เตรียมเอาไว้มาคนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปนวดๆ หรือขัดเบาๆ บริเวณที่ขาหนีบดำ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้ขอแนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือนจะพบว่าขาหนีบดําค่อยๆกลับมาขาวขึ้น 

สูตรที่ 2 โยเกิร์ต + เบคกิ้งโซดา 

สิ่งที่ต้องเตรียม 

1. โยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ
2. เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ 

วิธีทำ เพียงแค่ผสมโยเกิร์ตกับเบคกิ้งโซดาจนได้เนื้อครีมเหลวๆ จากนั้นนำมาขัดเบาๆบริเวณที่ดำ ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้แนะนำทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ภายใน 4 สัปดาห์จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน 

สูตรที่ 3 น้ำผึ้ง + น้ำมะนาว + น้ำตาล 

สิ่งที่ต้องเตรียม 

1. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำมะนาวครึ่งลูก
3. น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ เพียงแค่นำเอาส่วนผสมที่เตรียมไว้มาคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีมหยาบๆ จากนั้นนำมาสครับวนเป็นวงกลมจนน้ำตาลละลาย แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที และล้างออกด้วยน้ำอุ่น 


www.konphenfai.com
www.facebook.com/jeawshop