สิวที่คางผุด ต้องหยุดสิ่งเหล่านี้ทันที!


การที่ผิวของเรามีปัญหาสิวเกิดขึ้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาดอย่างเดียวหรอกนะคุณสาว ๆ แต่มันเกิดจากพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างที่เรามักทำเป็นประจำ แล้วมันก็ทำให้เกิดสิวขึ้นมาในแต่ละจุดได้ วันนี้สดสวยจะมาพูดถึงปัญหาผิวที่คางกันค่ะ ส่วนใหญ่มักเกิดกับสาว ๆ นี่แหละ เพราะเรามีพฤติกรรมที่แตกต่างจากหนุ่ม ๆ เขาค่ะ มีอะไรบ้างที่ทำให้สิวขึ้นที่คาง มาดูกันค่ะ






หน้าสกปรก

ข้อนี้ยังทิ้งไม่ได้ค่ะ เพราะสาเหตุของสิวส่วนใหญ่ก็เกิดจากความสกปรกบนใบหน้า มีแบคทีเรียเกิดขึ้น เรื่องนี้ยังคงเป็นปัญหาหลักอยู่ค่ะ ซึ่งเราควรทำความสะอาดผิวอย่างดีเป็นประจำทุกวัน และทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้าด้วย มิฉะนั้นไม่ใช่แค่คางนะ บริเวณอื่น ๆ สิวก็ผุดขึ้นได้เช่นกันค่ะ

ดูแลอาหาร

อาหารรสจัด เช่น เค็มจัดหรือหวานจัด รวมถึงอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้ระบบย่อยอาหารในร่างกายทำงานหนัก อีกทั้งยังก่อให้เกิดสิวได้ง่าย ซึ่งการรับประทานไขมัน ควรเลือกที่เป็นไขมันดี เช่น อาหารประเภทถั่ว เนื้อปลาทะเล มะพร้าว อัลมอนด์ หรืออะโวคาโด้ เพราะอาหารเหล่านี้มีกรดไขมันดีสูงที่ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ลองหันมารับประทานอาหารที่มีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างผักหรือผลไม้ให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยชำระสิ่งตกค้างในลำไส้ได้ดีแล้ว ยังช่วยลดความมันบนใบหน้า และทำให้ผิวสวยเปล่งปลั่งอีกด้วยค่ะ

ทดสอบการแพ้

ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม เราควรทดสอบอาการแพ้ก่อนค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้หรือสิวเห่อขึ้นมา เราจะสังเกตได้ว่าถ้ามีสิวแบบผิดปกติหลังจากเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ใหม่ สันนิษฐานไว้ได้เลยว่าเกิดจากการแพ้เครื่องสำอาง และสิวบริเวณคางนี่มักเป็นจุดที่เจอบ่อยมาก ๆ ค่ะ

ลดความเครียด

ความเครียดเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้สิวผุด บางคนเครียดถึงขั้นนอนหลับไม่สนิท มันก็ทำให้เกิดสิวขึ้นมาได้ พยายามหาวิธีลดความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ก็เป็นวิธีผ่อนคลาย และช่วยขับสิ่งสกปรกออกจากผิวเวลาเหงื่อออกด้วย เพียงแต่เราต้องรีบทำความสะอาดผิวหลังออกกำลังกาย ไม่ให้แบคทีเรียสะสมได้ค่ะ

งดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์

ขอบอกว่าจริง ๆ แล้วดื่มน้ำเปล่าดีต่อผิวที่สุดค่ะ พวกชา กาแฟ โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ มีส่วนทำให้ผิวเราแย่ลงทั้งนั้น การดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะทำให้ผิวแห้ง ขาดน้ำ ส่วนแอลกอฮอล์ก็เปลี่ยนเป็นน้ำตาลทำให้เกิดสิว และทำให้ผิวขาดน้ำได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นน้ำสะอาดปลอดภัยที่สุดค่ะ

สิ่งเหล่านี้เป็นจุดที่ทำให้สิวที่คางระเบิดออกมาได้ทั้งนั้นเลย ใครไม่อยากรำคาญใจกับปัญหาสิวแบบนี้ ลองปรับพฤติกรรมดูนะคะ

4 สูตรขจัดรอยสิว ช่วยให้หน้าใสขึ้น


หน้าสิว ผิวหมองคล้ำ ทำไงดี ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่นอนค่ะ ปีใหม่นี้มารักษาผิวเพื่อให้มีผิวเปล่งปลั่งไร้รอยสิวและผิวที่หมองคล้ำกันดีกว่าค่ะ เริ่มจากการใช้ธรรมชาติใกล้ตัวแบบประหยัดงบประมาณการใช้จ่ายตั้งแต่แรกเริ่มเลย วันนี้สดสวยจะแนะนำสมุนไพรใกล้ตัวเพื่อลดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และรอยสิวต่าง ๆ ลองมาดูกันว่าอะไรน่าสนใจบ้างค่ะ







1.มะนาว

เริ่มจากการหั่นมะนาวแล้วบีบน้ำออกมา หลังจากนั้นนำสำลีสะอาดชุบน้ำมะนาวที่คั้นเตรียมไว้ นำมาแต้มบริเวณที่มีรอยดำจากสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 20 นาที แล้วล้างออก ทำแบบนี้ประมาณ 2 อาทิตย์ จะเห็นได้ว่ารอยดำจากสิวจะเริ่มจางลง

2.ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ช่วยรักษาสิวได้ดีค่ะ เพราะนอกจากจะลดรอยดำ รอยแดง ได้แล้วยังให้ความชุ่มชื้นได้อีกด้วย โดยวิธีการคือนำว่านหางจระเข้สดมาทาทิ้งไว้ข้ามคืนไปเลย ตื่นเช้ามาค่อยล้างออก ทำแบบนี้เป็นประจำรอยสิวหายไวแน่นอนค่ะ

3.น้ำผึ้ง

ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากับน้ำอุ่น 2 ช้อนชา ทาบริเวณที่มีรอยสิว แล้วปล่อยทิ้งไว้จนรู้สึกแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดได้เลย รับรองหน้าใส รอยดำหายอย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้สิวกลับมาจุดเดิมด้วยค่ะ

4.มะละกอสุก

ปลอกเปลือกมะละกอแล้วนำไปล้างยางให้สะอาด หลังจากนั้นให้นำไปบดละเอียด และพอกบริเวณรอยสิวประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยลดรอยสิวได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ

เคล็ดลับง่าย ๆ จากไอเท็มเหล่านี้ ทั้งคุณภาพดี ราคาประหยัด แบบนี้ควรค่าต่อการบอกต่อค่ะ แต่หากเพื่อนๆ ต้องการลดรอยสิวแบบง่ายกว่านี้ ลองเลือกใช้ Hiruscar PostAcne (ฮีรูสการ์ โพสต์แอคเน่) หลังการทำความสะอาดผิว และก่อนการบำรุงในขั้นตอนอื่น ๆ เพื่อให้ผิวได้รับการรักษาโดยไม่มีสิ่งอื่นไปรบกวน แค่บีบเจลแล้วนำมาทางบาง ๆ ที่รอยสิว เริ่มทาตั้งแต่มันยังเป็นรอยแดง ๆ เลยค่ะ ใช้ต่อเนื่องวันละ 2-3 ครั้ง ผิวก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 4 สัปดาห์


3 วิธีดูและเลือกครีมกันแดด แบบไม่แพ้ชัวร์!


ปัญหาผิวแพ้สิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากสำหรับสาว ๆ ที่มีผิวเซนซิทีฟ แต่บางครั้งมันก็เกิดขึ้นได้กับสภาพผิวปกติ ซึ่งเราต้องมาหาสาเหตุกันว่าเราแพ้เพราะอะไร ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการแพ้ครีมกันแดดกันค่ะ การเลือกใช้ครีมกันแดดเป็นสิ่งที่เลือกได้ไม่เหมือนกันทุกคน บางคนบอกว่าดีแต่กลับไม่เหมาะกับผิวของเรา ก็ทำให้เกิดการแพ้หรือเป็นสิวได้ง่าย มาดูเคล็ดลับการเลือกครีมกันแดดแบบง่าย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแพ้ครีมกันแดดกันค่ะ






1.ปราศจากน้ำหอม

สำหรับใครที่มีผิวแพ้ง่ายคงรู้กันอยู่แล้วว่าน้ำหอมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย ๆ อาการที่ปรากฏก็จะมีเกิดอาการคันตามผิว เกิดผื่นแดง สิวอักเสบ ผิวลอกเป็นขุยๆ เป็นต้น แต่ถ้าใครไม่เคยแพ้แล้วเกิดอาการแพ้ แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของน้ำหอมค่ะ

2.ไม่มีรองพื้น

ครีมกันแดดส่วนใหญ่มันจะมีการผสมของรองพื้น บางครั้งเป็นสีเดียวกับผิว เพื่อให้ง่ายต่อการแต่งหน้าให้เสร็จภายในขั้นตอนเดียว แต่รองพื้นที่อยู่ในครีมกันแดดนั้นอาจไม่ส่งผลดีต่อสาวที่มีผิวแพ้ง่าย เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของสารเคมีบนใบหน้า และทำให้เกิดสิวตามมา สังเกตได้จากสิวเห่อบริเวณแก้มเป็นเม็ดเล็ก ๆ หลาย ๆ เม็ด สันนิษฐานไว้เลยค่ะว่าอาจเกิดการแพ้ได้

3.ไม่ Waterproof

ครีมกันแดดกันน้ำกันเหงื่อ มีผลทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เพราะมักจะทำให้เกิดการอุดตัน เนื่องจากมีส่วนผสมของซิลิโคน น้ำมัน และสารเคมีอื่น ๆ ที่ทำให้ครีมกันแดดเกาะลึกที่ผิว แม้โดนน้ำก็ยังไม่ละลาย ลืมสูตรนี้ไปเลยดีกว่าค่ะ เพราะถึงอย่างไรเราก็จำเป็นต้องเติมครีมกันแดดทุก ๆ 2 – 4 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพในการกันแดดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสูตรกันน้ำกันเหงื่อจึงไม่จำเป็นค่ะ

สำรวจกันดูว่าเราเจอปัญหาผิวแพ้ครีมกันแดดจากสาเหตุเหล่านี้ไหม ถ้าใช่ลองมองหาไอเท็มใหม่ที่เหมาะกับเรากันดีกว่านะคะ

แก้ปัญหาผิว 2 จุด ให้ผิวขาวใส หน้าเด้ง เหมือนสาวเกาหลี


งานผิวเกาหลีนั้นเป็นเทรนด์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยแต่กับอเมริกาเองก็ยังมีความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงตามร้านขายเครื่องสำอางที่เพิ่มสินค้าในหมวด K-beauty มากขึ้น โดยที่ผิวเกาหลีอาจบอกถึงลักษณะของผิวขาวใส หน้าเด้ง ดูอิ่มน้ำชุ่มชื้น เรียบเนียน






เคล็ดลับที่หลายคนคงเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้วคือ เทคนิคการลงผลิตภัณฑ์บนผิวแบบเป็นเลเยอร์ ลงมากกว่า 10 ขั้นตอนด้วยกัน โดยเป็นขั้นตอนที่ได้รับความนิยมผ่านนักแสดง ไอดอลชื่อดังหลายคน
  1. ออยคลีนเซอร์
  2. โฟมคลีนเซอร์
  3. โทนเนอร์
  4. เอสเซนส์
  5. อิมัลชัน
  6. เซรั่มหน้าใส
  7. มาสก์
  8. ครีมบำรุงรอบดวงตา
  9. ครีมบำรุงผิว (ที่เป็นเนื้อครีม)
  10. ครีมกันแดด (ช่วงเช้า)
เรียกว่ากว่าจะผ่านทั้ง 10 ขั้นตอนนั้นเล่นเอาเหนื่อยกันไปเลยทีเดียว แต่เคล็ดลับที่แท้จริงที่จะทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยทำถึง 10 ขั้นตอนนี้ แต่ได้ผิวขาวใส หน้าเด้ง เหมือนสาวเกาหลีได้ เราต้องใส่ใจ 2 กุญแจสำคัญ ดังนี้ค่ะ

1.ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ

หรือที่เรียกว่า Hyperpigmentation (ไฮเปอร์พิกเมนเทชั่น) เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้อธิบายผิวหนังที่เข้มกว่าบริเวณอื่น เป็นผลมาจากการผลิตเมลานินส่วนเกิน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาผิวอื่นๆ เช่น รอยแผลเป็นจากสิว หรือความเสียหายจากแสงแดด ไปจนถึงความผันผวนของฮอร์โมน
เพื่อแก้ไขปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ หรือเซรั่มหน้าใสที่ประกอบด้วยสารไวท์เทนนิ่งจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับการยอมรับ และนี่คือสารไวท์เทนนิ่งที่ได้รับความน่าเชื่อถือ

1. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)

ไฮโดรควิโนนเป็นสารช่วยให้ผิวกระจ่างใส ใช้รักษารอยดำในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ต้องใช้ในปริมาณที่ปลอดภัยคือ มีความเข้มข้นไม่เกิน 2%

2. สารสกัดรากชะเอมเทศ (Licorice Extract)

ส่วนผสมบางอย่างในสารสกัดจากชะเอมอาจช่วยลดจุดด่างดำของผิวและการเปลี่ยนสีผิวอื่นๆ ที่มาจากการสัมผัสกับแสงแดด เช่น ฝ้า

3. วิตามิน B3 (Niacinamide)

เป็นสารที่ช่วยทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น และเป็นหนึ่งในสารที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบบนผิวหนัง ช่วยรักษาสภาพผิว และความผิดปกติของรอยต่างๆ บนผิว

4. Thiamidol (ไทอามิดอล)

เป็นหนึ่งในสารไวท์เทนนิ่งเข้มข้น ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสารที่ดีที่สุดจากการวิจัยกว่า 50,000สารทั่วโลกและได้ทำการทดลองกับเซลล์ผิวมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เป็นการทดลองกับเซลล์ของเห็ดเหมือนการทดลองทั่วไป ทั้งยังเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ผ่านการศึกษามาแล้วว่า ประสิทธิภาพของไทอาไมดอลนั้นช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานินได้ถึงต้นตอและลดความหมองคล้ำโดยรวม เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสารของตัวแทนที่มีประสิทธิภาพในการลดฝ้าแดด จุดด่างดำต่างๆได้เป็นอย่างดี  (อ้างอิง) จนได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร JID ที่เป็นวารสารชื่อดังระดับโลกที่วงการแพทย์ผิวหนังทั่วโลกให้การยอมรับ
ชื่อของ ไทอามิดอล หลายคนอ่านแล้ว อาจรู้สึกว่าไม่คุ้นหูเลย นั่นเป็นเพราะว่าไทอามิดอล เป็นเอกสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวเฉพาะของ ยูเซอริน นั่นเองค่ะ โดยมีการทดสอบกับผิวหน้าของสาวๆ มาแล้ว ได้ผลดีกว่าสารบีรีซอซินอลถึง 10 เท่า  และมากกว่าเป็นหลายร้อยเท่าเมื่อเทียบกับสารโกจิดแอซิด และอาร์บูติน
ผลการใช้สารไทอามิดอล



2.ปัญหาผิวไม่เรียบเนียน

เวลาที่เราลองลูบๆ หน้าดูแล้วเหมือนมีตุ่ม หรือสะดุด รวมทั้งปัญหาริ้วรอยแห่งวัยต่างๆ ที่ทำให้ความรู้สึกไม่เรียบเนียน สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้จาก มลภาวะ การดูแลผิว เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ องค์ประกอบภายใน หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามอายุ
สำหรับการแก้ไขปัญหาผิวไม่เรียบเนียนให้กลับมาเป็นผิวเด้ง อิ่มฟู ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารที่ให้ความชุ่มชื่น และนี่คือสารเติมน้ำให้ผิวที่ได้รับความนิยมค่ะ

1. กลีเซอรีน (Glycerin)

จากการศึกษาในปี 2008 แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้กลีเซอรีนให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวชั้นนอก ปรับปรุงฟังก์ชั่นกั้นผิว ให้การป้องกันการระคายเคืองผิวหนัง เร่งกระบวนการสมานแผลได้

2. วิตามินบี5 (Pantothenic Acid)

วิตามินบี 5 มักถูกใช้กับผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและผิว รวมถึงผลิตภัณฑ์แต่งหน้า Dexpanthenol เป็นสารเคมีที่ทำจาก B5 ใช้ในครีมและโลชั่นที่ออกแบบมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

3. Pure Hyaluron (ไฮยาลูรอนบริสุทธิ์เข้มข้น)

ไฮยาลูรอน เป็นสารช่วยเรื่องผิวให้แลดูอ่อนกว่าวัยยอดฮิตของสกินแคร์หลายๆแบรนด์เลยก็ว่าได้ ต้องบอกว่า “กรดไฮยาลูโรนิก” ที่อยู่ในร่างกายเรามากกว่าครึ่งนั้นจะอยู่ในผิวหนังของเราเป็นหลักค่ะ มันจะจับกับน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราโดนสิ่งเร้าแบบนี้…
  • รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์
  • ควันบุหรี่
  • มลพิษ
กรดไฮยาลูโรนิกจะลดปริมาณไปตามธรรมชาติ ดังนั้น เป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการดูแลผิวดูสุขภาพดี ผิวเด้ง ผิวอิ่มฟู ลดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัยรวมไปถึงฝ้า เราต้องมองหาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มส่วนผสมอย่างไฮยาลูรอนเข้าไปด้วย

หากเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่อยากมีผิวขาวใส หน้าเด้ง เหมือนสาวเกาหลีแต่ไม่อยากทำหลายขั้นตอนให้ยุ่งยาก ลองมองหาผลิตภัณฑ์ หรือเซรั่มหน้าใสช่วยแก้ไขปัญหาหลัก 2 จุด ได้แก่ สีผิวไม่สม่ำเสมอและผิวไม่เรียบเนียน โดยให้เลือกดูจากส่วนประกอบตามที่แนะนำด้านบนได้เลยค่ะ

สภาพผมอย่างเรา จะเลือกแปรงแบบไหนดีนะ?


สาวๆ รู้ไหมคะว่า แปรงที่เราใช้หวีผมอยู่ทุกวันนี้มีหลายประเภท เหมือนกับการที่เราเข้าร้านทำผม จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายแบบตามการใช้งาน ซึ่งแตกต่างกันไปตามสภาพเส้นผมและรูปแบบที่ต้องการค่ะ มารู้จักประเภทของแปรงหวีผมกันดีกว่าว่ามีแบบไหนบ้าง จะได้นำไปใช้ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง





1. แปรงหน้ากว้าง

ตอบโจทย์สาวๆ ที่ต้องการผมเรียบ เส้นผมตรงสลวย และยิ่งใช้คู่กับที่หนีบผมตรงแล้วละก็ยิ่งทำให้ผมเรียงตัวสวยสุดๆ ไปเลยค่ะ

2.แปรงแบบมีรูระบายอากาศ

ช่วยให้ผมไม่ชี้ฟู และแห้งไว เพราะคุณสมบัติคือการระบายความชื้นให้ไวมากขึ้นและลดไฟฟ้าสถิตย์ขณะไดร์ผม

3.แปรงหัวกลมแบบธรรมดา

แปรงประเภทนี้เรามักเห็นกันบ่อยๆ ในร้านทำผม สังเกตุกันไหมว่าเวลาไดร์ผมแล้วดูมีวอลลุ่ม มีนํ้าหนัก ผมดูโดดเด้ง สวยงามก็มาจากแปรงประเภทนี้นั่นเอง เพราะช่วยยกโคนผมให้ดูพอง มีนํ้าหนักค่ะ

4.แปรงหัวกลมแบบเคลือบเซรามิค

โดดเด่นเรื่องการกักเก็บความร้อน ช่วยให้ผมแห้งเร็วขึ้น เหมาะกับไดร์และแกนม้วนให้ดูเป็นลอนสวยเหมือนเครื่องม้วนผม

5.แปรงแบบขนหมู (ซี่แข็ง)

ช่วยทำให้กระตุ้นหนังศีรษะมีสุขภาพดี ผมยาวเร็วขึ่น และดูผมนุ่ม หนามากขึ้น เพราะเป็นกระจายนํ้ามันให้ทั่วทั้งศีรษะ

6.แปรงซี่สังเคราะห์

ดูแลเรื่องผมที่อาจจะพันกันง่ายให้แยกออกจากกันมากขึ้น ส่วนใหญ่ซี่ของแปรงจะทำจากพลาสติกหรือไนล่อน

7. แปรงแบบซี่ผสม

แปรงแบบนี้สามารถช่วยแยกผมที่พันกันได้ง่ายเหมือนกับซี่สังเคราะห์ แต่ทำให้ผมดูหนา นุ่ม มีวอลลุ่มอีกด้วยค่ะ


วิธีแก้อาการตื่นนอนแล้วไม่เฟรชที่ต้องลอง


นิสัยตอนตื่นนอนเป็นเรื่องที่แก้ไขได้คงมีหลายคนไม่น้อยที่ตื่นมาไม่สดชื่น และล้มตัวนอนหลับต่อวันนี้เรามีเคล็ดลับแก้ปัญหาเหล่านี้มาฝากรับรองนิสัยตื่นสายเพราะไม่สดชื่นจะหายไปแน่นอน




ปิดโทรศัพท์

การปิดโทรศัพท์จะช่วยให้คุณหลับสบายเต็มที่และเมื่อตื่นนอนแล้วไม่ควรยุ่งกับโทรศัพท์ แต่สิ่งที่ควรทำคือไปออกกำลังกาย เพราะจะทำให้คุณมีสมาธิขึ้นและทำให้คุณพร้อมที่จะออกจากบ้านไปพบปะผู้คนได้ดีขึ้นด้วย

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายหลังจากตื่นนอนเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระบบเผาผลาญพลังงานส่วนเกินทำงานได้ดีอีกด้วย ทำให้ไขมันส่วนเกินถูกเผาผลาญได้ดีขึ้นกว่าปกติ และหลังจากนั้นทั้งวันชีวิตคุณก็จะสดชื่นตลอดทั้งวันและกินอาหารได้ดีขึ้าอีกด้วย

สัมผัสแสงแดด

การรับวิตตามินดีจากแสงแดดจะช่วยให้ร่างกายมีชีวิตชีวาขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นอีกด้วยเมื่อคุณนอนหลับได้เต็มที่มากขึ้นการตื่นนอนที่ไม่สดชื่นก็จะหมดไป แถมส่งผลดีต่อสุขภาพสุดๆ เพราะฉะนั้นอย่าพลาดการสัมผัสแสงแดดยามเช้าเด็ดขาด

ลองขูดลิ้นดู

หลังจากตื่นนอนสิ่งที่หลายคนทำคืออาบน้ำแปรงฟัน แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือการขูดลิ้นเพราะการขูดลิ้นหลังจากแปรงฟันจะให้คีณรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น และมันยังช่วยให้สุขภาพในช่องปากสะอาดมากขึ้นด้วย

ทำสมาธิก็ช่วยนะ

หลังจากตื่นนอนการดื่มชากาแฟเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายสดชื่นได้เช่นกัน แต่การมีสมาธิก็สำคัญไม่แพ้กันหลังจากดื่มชากาแฟแล้วก็หมั่นฝึกสามาธิด้วยการฝึกลมหายในอาจจะด้วยการเล่นโยคะก็ได้ การมีสมาธิจะทำให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้ส มีความมุ่งมั่นขึ้น

ใครที่มีปัญหากับการนอนตื่นสายหรือตื่นแล้วไม่สดชื่นลองนำเคล็ดลับดังกล่าวไปใช้ได้นะปัญหาเหล่านั้นก็จะหมดไปแน่นอน


จัดการสิวด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิว VS ตัวช่วยจากธรรมชาติ


จัดไปทั้งสายวิทยาศาสตร์และสายธรรมชาติที่อยากพิชิตสิว กับการดูแลผิวหน้าจากปัญหาสิว 3 ขั้นตอนที่สดสวยคัดสรรมาให้ทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และตัวช่วยจากธรรมชาติ ชอบแบบไหนเลือกได้ตามสไตล์คุณ หรือจะใช้ทั้งสองวิธีผสมผสานกันก็เก๋ไม่หยอกนะคะ





ขั้นตอนที่ 1 ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด

สายวิทยาศาสตร์ : ใช้ Hiruscar Anti-Acne Pore Purifying Cleanser ทำความสะอาดผิวหน้าโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ขจัดความมันส่วนเกินและสิ่งตกค้างบริเวณผิวหน้าและรูขุมขน พร้อมคงความชุ่มชื้นให้ผิวแลดูสุขภาพดี สำหรับวิธีใช้ให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด นวดเนื้อเจลเบาๆ ให้ทั่วหน้า และล้างออกด้วยน้ำสะอาด


สายธรรมชาติ : ใช้ไข่ขาว โดยไข่ขาวจะช่วยดีท็อกซ์ผิวหน้าให้สะอาดลึกถึงรูขุมขน ช่วยให้ผิวเด้งกระชับ ทั้งยังช่วยลอกสิวเสี้ยนได้ด้วย สำหรับวิธีใช้ให้นำไข่ขาวมาพอกบนใบหน้าจนทั่วประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าจะสะอาด เรียบเนียน และเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 2 บำรุงและปรับสภาพผิว

สายวิทยาศาสตร์ : ใช้ Hiruscar Anti-Acne Pore Purifying Serum ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรบางเบา ช่วยปรับสภาพผิวให้แลดูเรียบเนียน กระชับรูขุมขนและผิวแลดูกระจ่างใส สำหรับวิธีใช้ให้ทาซีรั่มให้ทั่วใบหน้าหลังล้างหน้า ก่อนใช้ผลิตภัณท์ บำรุงผิวอื่นๆ ใช้เป็นประจำทุกเช้าและก่อนนอน
สายธรรมชาติ : ใช้ไพลและขมิ้นชัน โดยไพลเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวใหม่ ส่วนขมิ้นชัน ก็เป็นสมุนไพรที่ช่วยให้สิวยุบได้เร็วเช่นกัน สำหรับวิธีใช้ให้นำไพลและขมิ้นชิ้นมาตำให้ละเอียด ใส่น้ำสะอาดเล็กน้อย แล้วบดดินสอพองใส่ลงไปด้วย คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออก สิวอักเสบก็จะค่อยๆ ยุบลง ผิวหน้าใสและนิ่มขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 ลดการสะสมของแบคทีเรีย


สายวิทยาศาสตร์ : ใช้ Hiruscar Anti-Acne Spot gel เจลแต้มสิว ลดการสะสมของแบคทีเรีย ลดการอุดตันรูขุมขน ด้วยสารสกัดจากพืชธรรมชาติหลายชนิด สำหรับวิธีใช้ให้แต้มบริเวณที่ต้องการวันละ 2 – 3 ครั้ง

สายธรรมชาติ : ใช้น้ำผึ้งและอบเชย โดยน้ำผึ้งและอบเชยมีสรรพคุณช่วยลดแบคทีเรียบนผิวหนัง ช่วยสมานแผล ช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น แผลจากการบีบสิวหายเร็วขึ้น สิวอักเสบลดลง สำหรับวิธีใช้ให้นำน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับผงอบเชยครึ่งช้อนชา นำส่วนผสมมาทาพอกให้ทั่วใบหน้า หรือทาเฉพาะบริเวณที่เป็นสิวอักเสบก็ได้ ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดออก แล้วล้างหน้าให้สะอาดอีกครั้ง


ความเครียดเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ดังนั้น จึงควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียด เพื่อช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง รวมทั้งการทำงานในระบบของร่างกายได้ดีขึ้นค่ะ


VITAMIN E วิตามินที่ถูกมองข้ามในพ.ศ.นี้ แต่ช่วยผิวสวยได้ดีสุด


ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาวิธีที่เป็นธรรมชาติในการช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี “วิตามินอี” อาจเป็นคำตอบที่มีความสำคัญต่อสุขภาพผิว โดยแหล่งดีที่สุดของวิตามิน มาจากอาหารซึ่งอุดมด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ หากแต่วิตามินที่เป็นอาหารเสริมก็มีประโยชน์เช่นเดียวกันนะคะ






วิตามิน คืออะไร ?

วิตามิน E เป็นสารอาหารชนิดหนึ่ง ที่สามารถละลายได้ในไขมัน อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษในการต้านการอักเสบ วิตามิน E ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันการทำงานของเซลล์และสุขภาพผิว อันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับผลกระทบของอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารและสารพิษในสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิตามิน E กับประโยชน์เรื่องรังสี UV ต่อผิวหนัง

วิตามิน E ยังมีประสิทธิภาพในการลดอาการของโรคผิวหนังภูมิแพ้และโรคตับไขมัน อีกทั้งยังสามารถชะลอการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์ ได้ตั้งแต่เล็กน้อยถึงปานกลาง และวิตามินอียังใช้ในการขยายหลอดเลือดลดความเสี่ยงของการอุดตันในเลือดได้อีกด้วย โดยแสง UV และแสงจากดวงอาทิตย์ จะช่วยลดระดับวิตามิน E ในผิว อีกทั้งระดับวิตามิน E ก็ลดลงตามอายุ หากแต่อย่างไรก็ตามวิตามิน E มีอยู่ในอาหารหลายชนิดในรูปแบบอาหารเสริม อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาอีกด้วย
หากเพื่อนๆ มีปัญหาผิวเรื่องของรอยแผลเป็น ไม่เรียบเนียน Hiruscar (ฮีรูสการ์) เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยได้ผล มีส่วนผสมสำคัญเป็นวิตามินอี ใช้สำหรับดูแลผิวที่มีปัญหา และ ช่วยป้องกันการเกิดร่องรอยต่างๆที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ร่องรอย จากการผ่าตัด อุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อีสุกอีใส รวมทั้งช่วยลดรอยนูนและคีลอยด์

วิตามิน อยู่ในอาหารแบบไหน?

วิตามิน E สามารถพบได้ในอาหารหลายประเภทรวมไปถึงอาหารแปรรูปเชิงพาณิชย์บางประเภท เช่น…
  • ซีเรียล , น้ำผลไม้และมาการีน
  • หอยเป๋าฮื้อ , แซลมอนและอาหารทะเลอื่น ๆ
  • บรอกโคลี , ผักโขมและผักสีเขียวอื่น ๆ
  • ถั่วและเมล็ดพืช เช่น เมล็ดทานตะวันและเฮเซลนัท
  • น้ำมันพืช ได้แก่ ดอกทานตะวัน , จมูกข้าวสาลี และน้ำมันดอกคำฝอย

กินวิตามิน แค่ไหน ถึงจะปลอดภัย?

วิตามิน Eไม่เป็นอันตรายถึงแม้จะรับประทานในปริมาณที่มาก หากแต่การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง ควรปรึกษาเภสัช หรือแพทย์ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมารับประทาน


ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าวิตามินอีจะมีประโยชน์ต่อการบำรุงผิวมากมายขนาดนี้ เพราะฉะนั้นมาดูแลผิวพรรณของเพื่อนๆ ให้สวยใสเปล่งปลั่ง ด้วยวิตามินอีกันเถอะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย


5 วิธีใช้ “มะนาว” เพื่อความงามแบบครบสูตร ที่นี่เลย!

นอกจากผิวใสไร้สิว ไร้รอยเหี่ยวย่นแล้ว เชื่อว่าสาวๆ หลายคนก็อยากให้ผิวสวย ดูดี เปล่งปลั่งขึ้นไปอีก แต่จะรู้มั้ยว่ามะนาว สารพัดประโยชน์ที่สามารถนำมาบำรุงผิวให้ดูใสกิ๊งได้เลย เราคงคุ้นเคยกันดีกว่าในมะนาว มีสาร AHA (Alpha Hydroxy Acid กรดอัลฟาไฮดรอกซี) หรือเรียกง่ายๆ ว่ากรกซิตริก มีสรรพคุณผลัดขี้ไคล ที่เซลล์ผิวหนังชั้นนอกออกไปทำให้ผิวของเราดูสดใสมากขึ้น
แต่ก็อาจทำให้ผิวของเราเซนซิฟทีฟมากขึ้น และผิวแดงได้ง่ายเช่นกันเวลาเจอแดดในที่กลางแจ้ง แล้วเราจะดูแลตัวเองได้ด้วย “มะนาว” กี่วิธี มาดูกัน


  1. ลดสิวอุดตันด้วยสูตรน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง โดยนำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมนำ้ผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ พอกทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออกให้สะอาดหมดจด สูตรนี้ทำเพียงสัปดาห์ละครั้งจะช่วยลดความอุดตันจากสิวได้ หรือหากเป็นสูตรลดรอยสิว  ให้ทำก่อนนอน และปรับใช้น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ และนำ้มะนาวเพียง 1 ช้อนชา พอก 15 นาทีแล้วล้างออก ผิวจะดูนุ่มชุ่มชื้น จุดด่างดำค่อยๆ จางลง
  1. ขจัดสิวหัวดำ และสิวเสี้ยน บริเวณจมูก เพียงฝานมะนาวแบบบางแล้ววนทาเบาๆ บริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก มะนาวจะช่วยผลัดสิวที่เป็นหัวดำออกไปอย่างง่ายดาย
  1. น้ำมะนาวผลัดเซลล์ผิวที่ริมฝีปาก (ไม่เหมาะกับผู้มีริมฝีปากลอก) นำนํ้ามะนาวมาผสมกับน้ำเปล่า แล้วทาบริเวณริมฝีปากโดยทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วล้างออก ช่วยให้ริมฝีปากดูสุขภาพดี
  1. ขจัดกลิ่นเหงื่อที่ไม่พึงประสงค์ ยิ่งหน้าร้อนและมีฝนแบบนี้ด้วยแล้ว เพียงแค่เรานำนำ้มะนาวผสมนำ้เปล่าสำหรับดื่ม และนำไปพอกบริเวณรักแร้ประมาณ 15 นาทีแล้วใช้นำ้เย็นล้างออก จะช่วยลดกลิ่นได้อย่างเหลือเชื่อ
  1. เปลือกมะนาวใช้แล้วอย่าทิ้ง!! เพราะนำมาถูกับหัวเข่าและข้อศอกที่คลำ้ ดำกร้าน เพื่อเร่งผลัดเซลล์ผิวให้ผิวนุ่มขึ้นได้
จริงๆ แล้วมะนาวยังมีสรรพคุณนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกมากเลยค่ะ แต่ทั้งนี้สำหรับคนที่ผิวแห้ง ลอก หรือเซนซิทีฟควรงดทั้งมะนาวสดที่จะสัมผัสกับผิว หรือที่มีสาร AHA มากๆ ไปก่อนค่ะ