มะขาม+น้ำผึ้ง สูตรผิวขาวกระจ่างใส ด้วยธรรมชาติ


 ผิวขาวเนียนย่อมเป็นที่ดึงดูสายตา แต่คนที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ ก็อาจแก้ไขได้ด้วยการขัดผิว โดยส่วนผสมธรรมชาติที่มีสารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดเลือนความหมองคล้ำให้จางลง
สูตรผิวขาว
1.น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
2.มะขามเปียก 1 ถ้วย
ขั้นตอนผิวสวย
– ผสมมะขามเปียกเข้ากับน้ำผึ้ง
– จากนั้นขัดลงบนผิวกายให้ทั่ว สามารถทาแล้วขัดบางๆบนใบหน้าได้ด้วยเช่นกัน
– เมื่อขัดจนทั่วแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำสูตรนี้เป็นประจำผิวพรรณจะเปล่งปลั่งสดใส




ปลาแซลมอน ช่วยลดความอ้วนได้จริงไหม ?

 เป็นอีกหนึ่งเมนู ที่ได้รับความนิยมมาก สำหรับปลาแซลมอน ไม่เฉพาะคนที่กำลังน้ำหนักเท่านั้น แม้แต่คนทั่วไปก็ยังติดใจในรสชาติ สามารถทำได้หลากหลายเมนู ทานดิบก็ได้ จะปรุงรสก็อร่อย คุณประโยชน์เต็มเปี่ยม ด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ แต่หลายคนก็ยังไม่มั่นใจว่าจริงๆ แล้ว ปลาแซลมอน สามารถช่วยทำให้ผอมได้ไหม ? เรามาหาคำตอบกันค่ะ
        ปลาแซลมอนเป็นปลาที่มี “ไขมัน” เยอะมาก สังเกตได้จากริ้วสีขาวในเนื้อปลา ตรงนั้นคือไขมันที่แทรกอยู่ ไขมัน 1 กรัมนี้จะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ เพียงแต่ว่า ไขมันที่อยู่ในปลาแซลมอน เป็นไขมันที่ดี ซึ่งไขมันนี้จะสะสมอยู่ในกระแสเลือดที่เราเรียกว่า คอเลสเตอรอล โดยคอเรสเตอรอลรวมจะแยกออกมาได้เป็น HDL ไขมันดี และ LDL ไขมันที่ไม่ดี โดยไขมันจากปลาแซลมอนที่เรากินเข้าไปสามารถไปเพิ่มปริมาณ HDL ในเลือด ซึ่งมีผลไปช่วยลดปริมาณไขมันชนิดไม่ดี LDL ลงได้ค่ะ ซึ่งถ้ามองในแง่มุมนี้ การรับประทานปลาแซลมอน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

 แน่นอนว่าในข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสียแทรกอยู่ เพราะส่วนใหญ่ หลายคนยังชอบทานปลาแซลมอนในรูปแบบซูชิ หรือซาซิมิดิบๆ ซึ่งถึงแม้ว่าเนื้อปลาจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี แต่การรับประทานเนื้อปลาดิบก็ไม่ต่างอะไรกับการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวดิบ เนื้อเหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีน ซึ่งโปรตีนดิบที่ไม่ได้ผ่านความร้อนนั้นจะย่อยยาก เพราะเอนไซม์ไม่สามารถเข้าไปย่อยได้ เนื้อจากลักษณะของโปรตีนดิบนั้นมีลักษณะโมเลกุลเป็นก้อนกลม เมื่อถูกความร้อนก็จะคลายออกเป็นเส้นตรง ทำให้เอนไซม์สามารถเข้าไปย่อยตัดโปรตีนออกเป็นกรดอะมิโนย่อยๆ ได้ง่ายกว่า
          แต่หากต้องการจะลดความอ้วน การทานปลาแซลมอน ย่อมไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก ทางเลือกที่เหมาะสม ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจจะดูเป็นคำแนะนำที่โบราณไปหน่อย แต่เชื่อเถอะค่ะ ว่าวิธีนี้ได้ผลจริงแท้ล้านเปอร์เซ็น ไม่เชื่อลองทำตามดูสิคะ



5 อาหาร อัพไซส์หน้าอก ให้ดูมดูม!!

สาวๆ หลายคนไม่แฮปปี้กับหน้าอกหน้าใจที่น้อยนิด สรรหาวิธีเพิ่มขนาดหน้าอกของให้ดูใหญ่ขึ้น จะได้สวย อึ๋มแบบคนอื่นเขาบ้าง บางคนก็ใช้วิธีเสริมหน้าอกเอาเลย แต่บางคนก็ขอแค่ใส่ชุดชั้นในที่เสริมฟองน้ำดันให้เข้าทรงสวย อีกวิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดที่เอามาฝากวันนี้ นั่นคือ “การเลือกรับประทาน” ค่ะ


1.ผักและผลไม้สด
การรับประทานผักและผลไม้สดๆ มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หน้าอกก็เลยอึ๋มขึ้น อย่างเช่น ผักกาดหอมสด เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะเรื่องของการไหลเวียนเลือดในร่างกายบริเวณหน้าอก และนอกจากนี้ถ้าเป็นพวก มะเขือเทศ สตรอเบอร์รี เชอร์รี่ ที่อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ก็จะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์ด้านความสวยความงามกันสองต่อเลยทีเดียว สำหรับผลไม้อย่าง มะละกอ เป็นผลไม้รสชาติหวานที่มีประโยชน์หลายๆ ด้าน ทั้งช่วยให้ระบาย ช่วยย่อยโปรตีน ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และแน่นอน มันมีส่วนช่วยในการบำรุงหน้าอกอีกด้วย
2. ถั่วทุกชนิด
เมล็ดพืชจำพวกถั่วทุกชนิด เช่น อัลมอนด์ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง หรือข้าวโพด ล้วนเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินอีและบี ซึ่งมีคุณค่าต่อความสวยความงามมาตั้งแต่สมัยโบราณ และในพืชจำพวกถั่วนี้ ยังมีกรดไลโนเลอิก ช่วยให้หน้าอกเต่งตึง ชะลอการหย่อนคล้อยของหน้าอก และมีส่วนช่วยในการทำให้หน้าอกดูใหญ่ขึ้นอีกด้วย
งาดำ ก็เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ช่วยทั้งการพัฒนารังไข่ในเพศหญิง และการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของหน้าอก ทำให้ผู้ที่บริโภคงาดำบ่อยๆ มีหน้าอกใหญ่ขึ้นได้
3. น้ำมะพร้าว
เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ยิ่งมีมากหน้า อกก็ยิ่งใหญ่ และถ้ามีน้อยเกินร่างกายก็ยังสร้างฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนมายับยั้งการเจริญ เติบโตของหน้าอกเสียอีก สาวๆ ที่อยากอกใหญ่ต้องเพิ่มเอสโตรเจนเข้าไว้ และน้ำมะพร้าวถือเป็นแหล่งเอสโตรเจนชั้นยอดเลยทีเดียว
4. ไข่
ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินเอ บี และอี โดยเฉพาะไข่แดง ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง แต่คอเลสเตอรอลในไข่นี่แหละที่ช่วยให้หน้าอกอึ๋มขึ้นได้
5. ปีกไก่
ไก่ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมที่ดี ต่อร่างกายแล้วก็ หน้าอก ของคุณ โดยเฉพาะส่วนปีกยิ่งอุดมไปด้วยคอลลาเจนที่ว่ากันว่า หากรับประทานบ่อยๆ จะทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นได้ แต่ก็ต้องระวังกับข้อสงสัยที่ว่าเพราะสารเร่งโตที่ตกค้างอยู่ในปีกไก่หรือ เปล่า . . เพราะยังไม่มีใครออกมาชี้แจงให้แน่ชัด
นอกจากการเลือกรับประทานอาหารเฉพาะที่จะช่วย เพิ่มขนาดหน้าอกของเราให้ใหญ่ขึ้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องของการออกกำลังกาย ก็มีส่วนสำคัญเช่นกันนะคะ อย่าลืมออกกำลังกายเพื่อกระชับหน้าอกด้วยน้า





ชอบกินปลาดิบต้องรู้ 6 อาการเสี่ยงที่ร่างกายเราอาจสู้ไม่ได้


 คนชอบกินปลาดิบต้องระวัง เพราะร่างกายเราอาจเจอเข้ากับเชื้อโรคจากปลาดิบได้ จนก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่อร่างกายหลายอย่าง
    

           มื้อต่อไปหากจะกินปลาดิบจานโปรดก็อยากให้ระมัดระวังกันสักนิดค่ะ เพราะปลาดิบที่แม้จะเป็นประเพณีการรับประทานอาหารที่เน้นสุขภาพจากประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อมาเจอสภาพแวดล้อมในบ้านเราที่มีความร้อนชื้นมากกว่าแดนอาทิตย์อุทัย ปลาดิบสด ๆ ใหม่ ๆ อาจมีพยาธิและเชื้อบางอย่างที่ก่อให้เกิดโรคหรืออาการเสี่ยงดังต่อไปนี้ได้

1. พยาธิ
    
           ใครบอกว่าปลาทะเลไม่มีพยาธิก็คงต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ค่ะ เนื่องจากปลาน้ำเค็มที่นำมาทำปลาดิบนั้นก็อาจมีพยาธิได้ โดยไล่ตั้งแต่พยาธิใบไม้ พยาธิตัวจี๊ด พยาธิตัวกลมหรือในชื่อว่า พยาธิอะนิซาคิส (Anisakis simplex) ซึ่งพยาธิเหล่านี้จะอยู่รอดและเจริญเติบโตได้ดีในอาหารประเภทสุก ๆ ดิบ ๆ และอาจทำให้เกิดอาการอาเจียน จากผลพวงที่ร่างกายต้องการขับพยาธิออกจากลำไส้ 
    
           หรือหากพยาธิหลุดเข้าไปในทางเดินอาหารหรือภายในช่องท้อง อาจเกิดก้อนทูมในกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง ปวดกระเพาะอาหาร ลำไส้อุดตัน หรืออาจมีอาการปวดคล้าย ๆ ไส้ติ่งอักเสบ 
    
           โดยบางรายอาจมีอาการถ่ายออกมาเป็นมูกเลือดภายใน 1-5 วันหลังจากรับประทานปลาดิบที่มีพยาธิเหล่านี้เข้าไป หรืออย่างเร็วก็อาจรู้สึกคลื่น


2. ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ บิด และอหิวาตกโรค

           ต้องบอกว่าแทบทุกกระบวนการผลิตปลาดิบ ตั้งแต่การจับ การเก็บรักษาปลาดิบ ตลอดจนขั้นตอนเฉือนปลาดิบของพ่อครัวก่อนส่งต่อถึงปากเรา มักจะมีเชื้อโรคตัวเล็กตัวน้อยหลากชนิดติดสอยห้อยตามมาป่วนสุขภาพเราด้วย 
    
           ซึ่งเจ้าเชื้อโรคและจุลินทรีย์ปนเปื้อนก็มีตั้งแต่เชื้ออีโคไล, เชื้อซาลโมเนลลา, เชื้อวิบริโอ, วิบริโอ คอเลอเร, ลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส, สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส และพยาธิตัวกลมกลุ่มอนินิซาคิส
    
           โดยอาจเกิดได้จากกระบวนการผลิตปลาดิบที่ไม่ถูกสุขอนามัย อย่างการไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนมาทำปลาดิบ เป็นต้น ซึ่งข้อบกพร่องที่ว่าอาจเป็นสาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง ท้องเสีย บิด และอหิวาตกโรคได้ ซึ่งบางรายอาจมีอาการขั้นรุนแรงจนต้องหามส่งโรงพยาบาลได้เลยนะคะ ฉะนั้นหากเป็นไปได้พยายามกินปลาที่ผ่านความร้อนมากพอจะฆ่าเชื้อโรคและจุลินทรีย์เหล่านี้จะดีกว่า

3. อาการคันคอ

           Tingling Throat Syndrome หรือกลุ่มอาการจั๊กจี้ลำคอ ตลอดจนรู้สึกคันคอหอย ที่อาจเกิดเพราะตัวพยาธิเดินทางจากหลอดอาหารมาที่คอหอย ซึ่งบางครั้งตัวอ่อนของพยาธิเหล่านี้อาจออกมาปนเปื้อนกับเสมหะที่เราขากเสลดออกมา พอนึกภาพพยาธิเลื้อยช้า ๆ จากหลอดอาหารผ่านมายังลำคอ นี่ก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเต็มกำลังอยู่ไม่น้อยเลยเนอะ

4. ขาดวิตามิน

           เป็นงงเบา ๆ เลยว่าทำไมแค่กินปลาดิบก็ทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินได้ คำตอบคือในปลาดิบ รวมไปถึงอาหารประเภทสุก ๆ ดิบ ๆ มีสารต้านวิตามินบี 1 หรือเอนไซม์ธัยอะมิเนสอยู่นั่นเองค่ะ
    
           ดังนั้นเมื่อเรารับประทานปลาดิบเข้าไปก็อาจเกิดภาวะที่


วิตามินบี 1 จะถูกเจ้าสารต้านวิตามินที่ว่าย่อยสลายไปซะเฉย ๆ แต่หากปลาดิบหรืออาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เจอเข้ากับความร้อนก่อนที่เราจะรับประทาน วิธีปรุงสุกจะช่วยทำลายเอนไซม์สลายวิตามินบี 1 ได้จ้า

5. เสี่ยงคอเลสเตอรอล
    
           โดยเฉพาะคนที่ชอบกินไข่ปลามากเป็นพิเศษ หลุยส์ ซัตตัน แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ เมโทรโพลิแทน ก็ออกโรงเตือนว่า ไข่ปลาอาจมีคอเลสเตอรอลสูง จึงไม่ควรรับประทานไข่ปลาครั้งละมาก ๆ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว
6. โรคเกาต์อาจกำเริบ
    
           ในซูชิหรือปลาดิบก็มีกรดยูริกค่อนข้างสูง อีกทั้งเมื่อกินคู่กับกับโชยุหรือซอสรสเค็มก็อาจทำให้อาการของโรคเกาต์กำเริบได้ง่าย ๆ รวมทั้งคนที่มีแนวโน้มหรือมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงก็ควรเลี่ยงการรับประทานปลาดิบ ซาซิมิ และซูชิด้วยเช่นกัน

           แม้ปลาดิบจะมีรสชาติหวานยั่วน้ำลายแค่ไหน แต่หากรับประทานเข้าไปแล้วเสี่ยงต่ออาการเหล่านี้ก็คงไม่เวิร์กกับสุขภาพแน่ ๆ ว่าไหมคะ ฉะนั้นคงดีกว่าหากเราจะหันมารับประทานอาหารที่สุกสด และใหม่ หรือหากห้ามใจต่อปลาดิบได้ยากเย็นจริง ๆ อย่างน้อยก็ขอให้รู้วิธีกินปลาดิบอย่างไร ให้ห่างไกลจากพยาธิสักนิด


www.konphenfai.com

น้ำผึ้ง แสนหวาน บำรุงความงามเป็นเลิศ


กระแสความงามกำลังมาแรง โดยเฉพาะวิธีการบำรุงผิวของสาว ที่มักจะใช้ส่วนผสมต่างๆ ที่ได้จากธรรมชาติเข้ามาเป็นเคล็ดลับในการบำรุงและดูแล วันนี้women.mthai เลยนำเอาเคล็ดลับๆ ของเจ้า น้ำผึ้ง ...แสนหวาน มาฝากกันค่ะ 


       1. น้ำผึ้ง ช่วยปรับสมดุลของร่างกายและควบคุมน้ำหนัก สาวๆ คนไหนที่มีปัญหาปวดข้อ ปวดกระดูก เป็นตะคริวอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งโรคอ้วน ก็สามารถดื่มน้ำผึ้ง เพื่อช่วยบรรเทาโรคต่าง ๆ ได้ 
วิธีคือ นำ น้ำผึ้ง 3 ช้อนผสมกับน้ำส้มสายชูหมักแอ๊ปเปิ้ล (หรือ Apple Vinegar) 3 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1 แก้ว  ดื่มทุกเช้าหลังตื่นนอนและระหว่างมื้อเป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและสดชื่น
       2. หน้าแห้งแตกเป็นขุย สาวที่มีผิวหน้าแห้งกร้านเหมือนอีสานแล้ง ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นำไข่แดง 1 ฟอง และ น้ำผึ้ง 1 ช้อนผสมให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
      3. น้ำผึ้ง สยบสิ้วเสี้ยนบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นนำกล้วยหอมครึ่งลูก บดผสม กับ น้ำผึ้ง นำมาทาบนใบหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก น้ำผึ้ง มีเอนโซม์ที่ทำให้หน้าคุณชุ่มชื่นนุ่มนวลขึ้น และยังบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ด้วย
       4. ผมหยาบกระด้างเกินเยียวยา ต้องลองสูตรนี้ หลังสระผมเสร็จ นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมันมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ ชโลมผมแล้วทิ้งไว้ 3-5 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผมคุณจะนิ่มและเงางามดุจเส้นไหม
       5. ใครที่นอนไม่หลับ ฟังทางนี้ด่วน ผสม น้ำผึ้ง กับน้ำอุ่น หรือนมร้อนดื่มก่อนนอน จะช่วยให้คุณหลับสบาย
       6. วิธีสครับหน้าแบบง่าย ๆ เพียงนำ น้ำผึ้ง ผสมกับแอ๊ปเปิ้ลมาปั่นรวมกัน ทาให้ทั่วใบหน้า พร้อมกับนวดเบา ๆ ความหยาบของแอ๊ปเปิ้ลจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้ออกไปให้ผิวหน้าสดใสเปล่งปลั่งขึ้น
       7. สูตรไล่ตีนกาออกจากหน้า นำแครอท 1 หัวเล็กมาปอกเปลือกและปั่นให้ละเอียด ผสมกับ น้ำผึ้ง และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที ริ้วรอยตีนเป็ดตีนกาทั้งหลายจะค่อย ๆ โบยบินออกจากหน้าของคุณในเร็ววัน
       8. เสียงใสเหมือนระฆังเงิน หากใครเกิดอาการเจ็บคอ รู้สึกคอแห้งเสียงแหบร้องคาราโอเกะไม่สนุกล่ะก็ เพียงผสม น้ำมะนาว 1 ลูก + น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ + น้ำเดือด 2 ช้อนโต๊ะ จิบบ่อย ๆ แก้เจ็บคอ แต่หากกินไม่หมดก็นำมาทาหน้าได้ด้วย ทาทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผิวหน้าจะขาวใสและเต่งตึงขึ้นทันตาเห็น



ลิปสติกทาอย่างไรให้อินเทรนด์


ลิปสติกทาอย่างไรให้อินเทรนด์

การเลือกทาลิปสติกถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งที่มีอิทธิพลกับใบหน้าของเรามาก ซึ่งบุคลิกของเราจะดูอินเทรนด์ตามกระแสหรือจะเชยเหมือนคุณป้าสองพันปีก็ขึ้นอยู่กับเจ้าสิ่งนี้เหมือนกัน วันนี้เรามาดูเทคนิคที่จะทำให้เราดูอินเทรนด์กันเถอค่ะ

ลักษณะลิปสติกที่ควรซื้อ
1. ควรมีเนื้อเรียบ นุ่ม มีความมันและความชุ่มชื้นพอเหมาะ
2. เป็นเนื้อเดียวกับริมฝีปากเมื่อทา
3. กลิ่นไม่เหม็น สีติดทน แต่สามารถล้างออกได้ง่ายเมื่อต้องการ
4. คงสภาพเดิมแม้จะเก็บไว้หรือใช้งาน

ทางเลือกหลากสีสัน
ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวัน ยามค่ำคืน หรือโอกาสพิเศษ เฉดสีลิปสติกที่เหมาะสมเท่านั้น ที่จะช่วยให้คุณดูสวยสะดุดตา การทำความเข้าใจกับเฉดสีทั้ง 6 กลุ่ม อาจช่วยให้คุณพิจารณาได้ว่า เฉดสีไหนจะเหมาะกับคุณที่สุดในช่วงเวลาที่ต้องการ
กลุ่ม 1: เฉดสีเบจอ่อน / ชมพู
สีกลุ่มนี้ผสมขึ้นจากสีสว่างหรือสีอ่อน โทนสีเฉดสีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลุคสดชื่น อ่อนเยาว์ และให้ความรู้สึกสบายๆ สีกลุ่มนี้ยังช่วยลดความสนใจของริมฝีปาก เมื่อการแต่งหน้าเน้นความโดดเด่นที่ดวงตา
กลุ่ม 2: เฉดสีกุหลาบ / เบอร์รี่
เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มความสนใจให้กับริมฝีปาก เช่น แต่งหน้าแบบอ่อนทั้งหน้า โดยไม่ทำให้เกิดความแตกต่างมากเกินไปเหมือนการใช้เฉดสีเข้ม สีเฉดนี้ทำให้แลดูสดชื่น โฉบเฉี่ยว ได้อีกด้วย
กลุ่ม 3: เฉดสีส้ม
ถือเป็นโทนสีกลาง เฉดอ่อนๆ แต่สามารถเข้ากับการแต่งหน้าเกือบทุกสไตล์ นอกจากนั้น สีส้มยังเป็นสีที่ไม่เคยตกยุค จึงช่วยให้ดูทันสมัยอยู่เสมอ แถมยังช่วยทำให้ใบหน้าดูสว่าง สดใสอีกด้วย
กลุ่ม 4: เฉดสีแดง
โทนสีเข้มทำให้ใบหน้าดูสวยโดดเด่น สีแดงเป็นสีที่เหมาะกับผิวทุกเฉดสี และสามารถเพิ่มความรู้สึกให้คุณดูหรูหราขึ้นมาได้ทันที
กลุ่ม 5: เฉดสีน้ำตาล
โทนสีกลางถึงเข้มนี้ จะช่วยเพิ่มประกายและความลึกล้ำให้คุณดูน่าค้นหา และแฝงไว้ด้วยความงามสง่าและน่าเชื่อถือ
กลุ่ม 6: เฉดสีไวน์ / เบอร์กันดี

โทนสีเข้มอย่างสีไวน์หรือเบอร์กันดี จะช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งขึ้นผิดหูผิดตา และสามารถดึงความสนใจให้มาอยู่ที่ริมฝีปากได้ไม่ยาก


มะกรูด ประโยชน์และสรรพคุณของมะกรูด สมุนไพรคู่ครัวไทย

สมุนไพรไทย – เชื่อเลยว่าหลายๆ คนคงรู้ประโยชน์ของมะกรูด และสรรพคุณมะกรูด เป็นอย่างดี ซึ่งมีมากมาย ทั้งช่วยเสริมเรื่องความงามและบำรุงสุขภาพ ส่วนคนที่ยังไม่รุ้และอยากรู้ว่ามะกรูดดีอย่างไรมาดูกันเลยค่ะ

  มะกรูดเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ไม่ว่าจะนำมาใช้ในการทำอาหาร ช่วยบำรุงสุขภาพเสริมความงาม หรือแม้แต่นำมาปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้มะกรูดยังมีประโยชน์และสรรพคุณดี ๆ อีกมากมายที่ไม่ควรมองข้าม เรามาทำความรู้จักกับเจ้าพืชสมุนไพรผิวขุรขระชนิดนี้กันให้ดีขึ้นกว่าเดิมดีกว่าค่ะ พร้อมแล้วไปดูกันเลย
          มะกรูด หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus x hystrix L. นอกจากนี้ในประเทศไทยยังมีชื่ออีกหลากหลายชื่อ อาทิเช่น มะขู (แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้) เป็นต้น เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูล ส้ม (Citrus) โดยมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
          ลักษณะของมะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เนื้อไม้แข็ง ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอนๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 4-7 เซ๋นติเมตร ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ซึ่งผลแบบนี้เรียกว่า ผลแบบส้ม (hesperitium) ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน ดอกออกเป็นกระจุก 3 – 5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ๆ
 สรรพคุณมะกรูด กับคุณประโยชน์ทางยาที่ไม่ควรมองข้าม
          มะกรูดเป็นพืชสมุนไพรโบราณที่มีคุณประโยชน์ทางยามากมาย โดยสามารถนำส่วนต่าง ๆ มาใช้รักษาอาการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย มะกรูดมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีส่วนช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและต้านทานโรคหลายชนิดรวมทั้งมะเร็งบางชนิดด้วย นอกจากนี้มะกรูดยังมีฤทธิ์ในการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ อย่างเช่นเชื้ออีโคไล (E.coli) และซาลโมเนลลา (Salmonella) ได้ ช่วยบำรุงประจำเดือน ขับระดู และมักเป็นส่วนผสมสำคัญในยาสตรีต่าง ๆ อีกด้วย ไม่เพียงแค่นั้น ส่วนต่าง ๆ ของมะกรูดยังมีประโยชน์อีกมากมายไปดูกันเลยค่ะ
           รากมะกรูด

          - รากของมะกรูดมีรสจืดเย็น สามารถช่วยแก้อาการไข้ ถอนพิษสำแดง แก้ลมจุกเสียด กระทุ้งพิษไข้ แก้พิษฝีภายใน และช่วยอาการเสมหะเป็นพิษ
 ผิวมะกรูด
          - ผิวของมะกรูดสามารถช่วยแก้อาหารนอนไม่หลับได้ โดยนำผิวของมะกรูดบดรวมกับรากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อยแล้วนำมาต้มน้ำดื่ม
          - เป็นยาบำรุงหัวใจ โดนนำผิวมะกรูดฝานสดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับพิมเสนหรือการบูรชงในน้ำเดือดแล้วแช่ทิ้งไว้ จากนั้นนำมาดื่ม
          - ช่วยแก้อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ โดยนำเปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ  ชงกับน้ำเดือดแล้วเติมการบูรเล็กน้อย นำมาดื่มเพื่อแก้อาการ
          - ช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการจุกเสียด ท้องอืด แน่นท้องได้
          - ช่วยขับสารพิษที่อยู่ในร่างกายให้ออกมาทางผิวหนังโดยการนำผิวมะกรูดมาใช้เป็นส่วนประกอบในการอบซาวน่าสมุนไพร

 ใบมะกรูด
          - ช่วยแก้ไอ แก้อาการอาเจียนเป็นเลือด
          - ช่วยแก้อาการช้ำใน
          - ใบมะกรูดอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยในการชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งและช่วยต่อต้านมะเร็งได้
           ผลมะกรูด
          - ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ โดยการนำมะกรูดผ่าครึ่งและนำไปลนไฟให้นิ่ม แล้วค่อย ๆ บีบน้ำมะกรูดลงคอทีละนิดจะช่วยทำให้อาการบรรเทาลงได้
          - ช่วยฟอกโลหิต โดยนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกแล้วนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำดื่ม
          - ช่วยแก้อาการปวดท้อง หรือใช้เป็นยาแก้ปวดท้องในเด็กอ่อน โดยการนำผลมะกรูดมาคว้านไส้กลางออก นำมหาหิงคุ์ใส่และปิดจุก แล้วนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้รับประทานแก้อาการปวดได้
          - ช่วยขับระดู ขับลม โดยผลมะกรูดนำมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้รับประทาน
          - ช่วยแก้อาการน้ำลายเหนียว
          - แก้เถาดานในท้อง
          - แก้ระดูเสีย ขับระดู
          - ช่วยขับลมในลำไส้

          นอกจากนี้น้ำจากผลมะกรูดยังสามารถใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย โดยใช้น้ำมะกรูดถูบาง ๆ บริเวณเหงือกหลังแปลงฟันเสร็จจะช่วยทำให้อาการเลือดออกตามไรฟันบรรเทาลงได้


ประโยชน์ของมะกรูด สมุนไพรสารพัดประโยชน์
          มะกรูดเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน ถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารคาวหวานต่าง ๆ และยังนำมาใช้ในพระราชพิธีสำคัญอย่างเช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยในการประกอบพิธี น้ำของมะกรูดก็สามารถนำมาใช้แทน หรือน้ำมาผสมกับน้ำมะนาวเพื่อใช้ปรุงอาหารได้อีกด้วย โดยน้ำมะกรูดนั้นจะมีรสเปรี้ยวกลมกล่อมและมีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยเพิ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ
          - มะกรูดไล่ยุง ไล่แมลง
          ในมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก มีกลิ่นฉุน จึงสามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ เช่น มอดและมดที่อยู่ในข้าวสาร ด้วยการใช้ใบมะกรูดสด ๆ ฉีกใบเป็น 2 ส่วน ให้กลิ่นออก แล้วใส่ไว้ในถังข้าวสารก็จะทำให้มอดและมดไม่ขึ้นข้าวสาร แล้วถ้าหากถูกปลิงกัดละก็ให้นำมะกรูดมาลงตรงบริเวณที่มีปลิงเกาะจะทำให้ปลิงหลุดออกมาเอง นอกจากนี้มะกรูดสามารถใช้ในการไล่ยุงและกำจัดลูกน้ำโดยนำเปลือกมาตากแห้งแล้วนำไปเผาไฟก็จะสามารถไล่ยุงได้
          ในปัจจุบัน มีการนำมะกรูดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลงต่าง ๆ ซึงในการเกษตรก็ได้มีการนำน้ำมันหอมระเหยมะกรูดมาผลิตในรูปของแคปซูลเพื่อใช้ไล่แมลงและหนอนสำหรับเกษตรกร โดยนำไปโปรยยังบริเวณที่ต้องการไล่แมลง แล้วน้ำมันจะค่อย ๆ ซึมออกจากแคปซูล วิธีการนี้ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีลดลงเป็นผลให้พืชผลทางการเกษตรปลอดสารเคมีมากขึ้้นอีกด้วยค่ะ
          - มะกรูดบำรุงผม
          มะกรูดช่วยบำรุงผมให้เงางาม แก้อาการผมร่วง โดยการนำมะกรูดผ่าครึ่ง มาชโลมบนศีรษะหลังสระผมเสร็จทิ้้งไว้ซักพักแล้วล้างออก ก็จะช่วยทำให้ผมดำเงางามและลดผมร่วงได้ หรือจะนำน้ำมะกรูดมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก็สามารถช่วงล้างสารพิษต่างๆ ที่มาจากสภาพแวดล้อมได้
          - ผมสวยไร้รังแคด้วยมะกรูด
          สูตรนี้เหมาะสำหรับขจัดรังแค แก้คันศีรษะใช้หมักผมและหนังศีรษะ
          - นำมะกรูดเผาไฟให้พอมีน้ำมันซึมออกมาจากผิว และมีกลิ่นหอม แล้วนำผ่าครึ่ง

          - บีบน้ำมะกรูดมาชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ หมักไว้ประมาณ 15-30 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
 ผมนุ่มลื่นสลวยด้วยมะกรูด
          สูตรนี้สามารถสระแทนแชมพูได้จะทำให้ผมนิ่ม ลื่น และรักษาอาการคันศีรษะได้อีกด้วย
          - นำมะกรูดผ่าครึ่ง ต้มกับน้ำเล็กน้อย สัดส่วน น้ำ : มะกรูด คือ 2 : 1 ตั้งไฟพอเดือดยกลง ปิดฝาทิ้งไว้ จากนั้นนำมาคั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง
          - นำน้ำมะกรูดที่ได้มาชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ ใช้ทำความสะอาดเส้นผมแทนแชมพู หรือใช้เคลือบเส้นผมแทนครีมนวดผมก็ได้
           แชมพูมะกรูดสูตร 1
          ส่วนผสม
          1. มะกรูด 3 – 5 ผล
          2. ใบหมี่ 10 ใบ
          3. น้ำซาวข้าวเหนียว 1 ลิตร
          วิธีทำ
          - มะกรูดผ่าตามขวางเป็นสองซีก ตั้งน้ำพอเดือด ใส่มะกรูดและใบหมี่ลงไปในหม้อที่มีน้ำซาวข้าวเหนียว- รอให้เดือดต่อประมาณ 10 นาที ยกลงแล้วปิดฝาทิ้งไว้รอจนเย็น
          - ใช้ผ้าขาวบางกรองเอากากออก แล้วเก็บใส่ขวดไว้ใช้สระผมแทนแชมพู
           แชมพูมะกรูดสูตร 2  
          ส่วนผสม
          1. มะกรูด 3-5 ผล
          2. หญ้าปักกิ่ง 1 ถ้วย
          วิธีทำ
          - มะกรูดผ่าตามขวางเป็นสองซีก หญ้าปักกิ่งทั้งต้นล้างน้ำให้สะอาดใช้ทั้งราก ทั้งใบ
          - ใส่มะกรูด หญ้าปักกิ่ง น้ำซาวข้าว ในหม้อตั้งไฟปานกลาง รอให้เดือดประมาณ 20 นาที ปิดฝายกลง
          - รอจนน้ำเย็น สังเกตสีของน้ำจะคล้ำขึ้น ใช้มือคั้นเอาแต่น้ำ ทิ้งกาก
          - กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง เก็บใส่ขวดไว้ใช้สระผมแทนแชมพู
 มะกรูดดับกลิ่น
          มะกรูดสามารถดับกลิ่นต่าง ๆ อย่างเช่นกลิ่นคาวของอาหารคาวหาน หรือจะเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ของเท้าโดยการนำมาผสมกับขิง ข่า และเกลือในปริมาณเท่า ๆ กัน ต้มให้น้ำอุ่นแล้วแช่เท้าลงไปประมาณ 15 นาที ก็จะช่วยลดกลิ่นอับที่เท้าและช่วยคลายความเมื่อยล้าได้ มะกรูดสามารถนำมาใช้ดูดกลิ่นที่มาจากรองเท้าหรือกลิ่นที่อยู่ตู้รองเท้าได้ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด ตะไคร้หอม ถ่านป่น และสารส้ม มาใส่ถุงที่ทำจากผ้าขาวบาง เอาไปใส่ไว้ในตู้รองเท้าหรือในรองเท้า จะทำให้กลิ่นต่าง ๆ หายไป
 มะกรูด มีโทษหรือไม่
          ถึงแม้มะกรูดจะเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์แต่ถ้าหากใช้น้ำมันมะกรูดสัมผัสกับผิวโดยตรง เมื่อไปถูกแสงแดดก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดจนกลายเป็นแผลไหม้ได้ เพราะในน้ำมะกรูดมีสารออกซิเพดามิน (oxypedamin) ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้เมื่อโดนแสงแดด (photo toxicity) และสารดีไลโมนีน d-limonene ซึ่งเมื่อโดนอากาศเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย หากนำน้ำมะกรูดมาสัมผัสกับผิวแล้วล่ะก็ ภายในสี่ชั่วโมงไม่ควรให้บริเวณที่โดนน้ำมะกรูดถูกแสงแดดค่ะ
          เห็นไหมล่ะคะว่ามะกรูดเจ้าพืชสมุนไพรผิวขรุขระนี้มีประโยชน์มาแค่ไหน แถมมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์มันยังสามารถนำมาทำประโยชน์ได้อีกมากมาย ถ้าหากใครที่กำลังสนใจจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพรล่ะก็ ไม่ควรพลาดผลิตภัณฑ์จากมะกรูดเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นสมุนไพรไทย ๆ แล้ว ยังมีราคาไม่แพงด้วยนะ รับรองว่าใช้แล้วจะติดใจแน่นอนเลยจ้ะ






เมล็ดอัลมอนต์ สูตรบำรุงเพื่อผิวสวยใส


เมล็ดอัลมอนต์ สูตรบำรุงเพื่อผิวสวยใส
สาวผิวมันและผิวแห้ง มองหาเคล็ดลับดูแลผิวที่จะให้ผลลัพธ์ขั้นสุดยอด เพียงแค่ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพผิว ก็จะช่วยให้ผิวสวยใสได้แล้วค่ะ
สูตรเมล็ดอัลมอนด์ เพียงแค่มีเมล็ดอัลมอนด์กับนมสด นำเมล็ดอัลมอนด์ 4-5 เมล็ด มาแช่ในน้ำนม ในตอนเช้า ทิ้งไว้ ประมาณ 12 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำเมล็ดอัลมอนด์ มาบดให้ละเอียด ทาลงบนผิวให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้ 1 คืน ค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดในตอนเช้า
สำหรับสาวผิวแห้งสามารถนำสูตรนี้ไปใช้ได้เป็นประจำทุกวัน แต่สำหรับสาวผิวมัน ให้ลดปริมาณลง เหลือเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็เพียงพอ


เพื่อผิวหน้าที่สวยใสของเรา หมั่นดูแลตัวเอง ด้วยเคล็ดลับที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณแล้ว อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อบำรุงจากภายในด้วยนะคะ

บำรุงเล็บให้ยาวพร้อมเพ้นท์


บำรุงเล็บให้ยาวพร้อมเพ้นท์
เล็บเป็นจุดที่สาวๆ หลายคนใส่ใจ เป็นพิเศษ เล็บสวยบนนิ้วเรียว ดูยังไงก็สวยชวนมอง และสำหรับสาวๆ ที่ชอบแต่งแต้มสีสันบนเล็บเป็นพิเศษ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลเล็บให้สวย และยาวพร้อมรับการแต่งแต้มให้น่ามองยิ่งขึ้น ด้วยการบำรุงเล็บ ด้วยสูตรนี้เลยค่ะ ง่ายๆ
เพียงแค่มีน้ำมันมะกอก ซึ่งสาวๆ มักจะมีไว้เพื่อบำรุงเส้นผมกันอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากจะช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงและเร่งการเจริญเติบโตแล้ว เราก็เพียงนำน้ำมันมะกอกที่มีอยู่ มานวดลงบนเล็บจนอุ่นหรือ ประมาณ 5 นาที แล้วสวมถุงมือไว้ตลอดทั้งคืน แต่ถ้าสาวๆ ไม่ถนัดหรือไม่สะดวกที่จะสวมถุงมือนอน สามารเปลี่ยนมาเป็นการจุ่มเล็บลงในน้ำมันมะกอกที่ผ่านความร้อนจนอุ่น กำลังพอดี แช่ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที หมั่นทำเป็นประจำทุกวัน เล็บของคุณก็จะงอกงามอย่างรวดเร็วและแข็งแรง
เห็นมั้ยคะ ง่ายๆ ทำเองได้บ่อยๆ ด้วยวัสดุที่มักมีอยู่แล้วในการใช้ประโยชน์อย่างอื่น แล้วถ้าสามารถบำรุงส่วนอื่นของร่างกายได้ด้วย ก็น่าสนใจใช่มั้ยคะ มาลองกันเลยค่ะ


เทคนิคลดต้นแขนให้เรียวเล็ก


เทคนิคลดต้นแขนให้เรียวเล็ก
ปัญหาแขนล่ำ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่กวนใจสาวๆ ได้ไม่น้อย วันนี้เราเลยมีเทคนิคลดแขนล่ำๆ ให้เรียวเล็กสมใจมาฝากกันค่ะ พร้อมแล้วไปทำตามกันเลยค่ะ
ออกกำลังกายด่วน การออกกำลังเพื่อมุ่งเน้นลดต้นแขนต้องโฟกัสไปที่ทั้งกล้ามเนื้อแขนด้านหน้าและด้านหลังให้เกิดความกระชับทุกส่วนเท่า ๆ กัน อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยกว่าจะเห็นผล แต่เชื่อเถอะนะว่าคุ้ม !
เวทเทรนนิ่ง หยิบดัมเบลล์หนึ่งกิโลกรัม หรือขวดน้ำหนึ่งลิตรมาทำตามนี้ ท่าละ 20 ครั้งเลย
  • ท่าที่ 1 ฟิตต้นแขนด้านหน้าด้วยการนั่งหรือยืนถือดัมเบลล์ในระดับศีรษะ ข้อศอกทั้งสองข้างงอประมาณ 90 องศา แล้วค่อย ๆ ออกแรงชูดัมเบลล์ขึ้นให้สุดแขน หันอุ้งมือออกไปข้างหน้า ไม่แอ่นหลังและไม่ก้มหน้า
  • ท่าที่ 2 เฟิร์มต้นแขนด้านหลัง เริ่มจากนั่งหรือยืนตัวตรง มือข้างหนึ่งถือดัมเบลล์ไว้ด้านหลังศีรษะ โดยงอข้อศอกไว้ จากนั้น ค่อย ๆ ออกแรงยืดแขนให้ชี้ตรงขึ้นเพดาน สลับข้างซ้าย-ขวา
ฮูลาฮูปแขน ฮูลาฮูปสี ๆ ที่มีขายทั่วไปเอาไว้ใช้หมุนเอวนี่แหละเอามาใช้หมุนไปรอบ ๆ แขนแทน เริ่มจากต้นแขนแล้วไล่ลงไปจนถึงข้อมือสลับกันซ้าย-ขวา หรือจะทำพร้อมกันสองข้างเลยก็ได้
กระโดดเชือก กีฬาเด็ก ๆ นี่แหละช่วยเฟิร์มแขนได้ดีนัก เพราะตลอดเวลาที่เล่นแขนเราจะเกร็ง แถมมีการหมุนแขนเคลื่อนไหวตลอดเวลาด้วย สักวันละร้อยครั้งไม่นานก็จะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
ชกลม ก้าวเท้าซ้ายหรือขวาไปข้างหน้า ยืนให้มั่นคง แล้วกำหมัดเปล่า ๆ ชกตรงออกไป เวลาชกต้องดูให้ขาข้างที่ชกเหยียดตึง สะโพกบิดตามการชกเล็กน้อย สลับกันซ้าย-ขวา ท่อนแขนและหัวไหล่ก็จะได้รูปทรงและกระชับขึ้นมากเลยทีเดียว
เลือกวันละอย่างก็พอ ! ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นการออกกำลังกายที่โฟกัสไปที่กล้ามเนื้อเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้น การทำทุกอย่างติดต่อกันอย่างหักโหม อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงก็เป็นได้
อย่าลืมยืดเหยียด ถ้าอยากให้ต้นแขนลดลงไว ๆ ห้ามปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ทุกที่ทุกเวลาคุณก็สามารถกายบริหารเพื่อความเพรียวได้ทั้งนั้น
  • ตื่นนอน วอร์มอัพร่างกายในตอนเช้าก่อนลุกจากที่นอน ด้วยการเหยียดมือขึ้นประสานกันไว้เหนือศีรษะให้สุดแขน แล้วเอี้ยวตัวไปทางซ้ายให้สุดและขวาให้สุดจนรู้สึกตื่นเต็มตา
  • ช้อปปิ้ง ถุงข้าวของสารพันที่คุณช้อปมานี่แหละใช้แทนดัมเบลล์ได้เลย เดิน ๆ ไปก็เกร็งแขน ยกถุงขึ้น-ลง ให้กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหว หรือจะแกว่งไปมาบริหารช่วงไหล่ก็ได้
  • รถติด รถติดหนักหนาสาหัสทำอะไรไม่ได้ก็จับพวงมาลัยให้มั่น แล้วเกร็งแขนดันหน้าอกเข้าหาพวงมาลัย คล้าย ๆ เวลาวิดพื้นเลย
  • นั่งทำงาน เวลาคิดอะไรไม่ออก พักเบรกหรือมีเวลาว่าง ๆ ก็เกร็งแขน ดันเก้าอี้ที่นั่งอยู่ออกจากโต๊ะ แล้วก็ดึงเข้าที่เดิม หรือจะยกหนังสือหนัก ๆ ชูขึ้นไปทางซ้ายที

แขนเรียวทันตาต้องอาศัยเสื้อผ้าช่วย
  • แขนสามส่วน เสื้อแขนสั้นมักจะรัดต้นแขนทำให้เห็นความใหญ่ได้ชัดเจน แต่ถ้ายาวไปเลย แขนคุณอาจจะดูตัน แต่ถ้าเป็นแขนสามส่วน ความยาวแขนเสื้อจะมาสิ้นสุดเอาตรงส่วนที่เล็กที่สุดของท่อนแขนพอดี
  • แขนยาวซีทรู ให้พอมองเห็นได้ลาง ๆ แขนจะได้ไม่ดูตันและจงใจปกปิดจนเกินไปนัก
  • เว้าไหล่นิดหน่อย เสื้อที่เปิดให้เห็นเนื้อแค่เพียงช่วงไหล่จะแขนสั้น-ยาวขนาดไหนก็ได้ เป็นอีกหนึ่งวิธีพรางต้นแขนที่ค่อนข้างเวิร์ก เพราะจุดสนใจจะไปอยู่ตรงจุดที่เปิดโชว์แทนที่จะเป็นต้นแขน

ระวัง ! เลือกแขนเสื้ออย่าให้รัดแน่นหรือใหญ่เกินไปจนดูรุงรัง เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเน้นให้เห็นความใหญ่ของต้นแขนชัดขึ้น