จริงหรือไม่? “ไข่ขาว” ดีต่อสุขภาพมากกว่า “ไข่แดง”


เคยไปทานอาหารกับเพื่อนที่กำลังดูแลรูปร่าง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า กำลังไดเอ็ตอยู่ไหมคะ ผู้ชายบางคนก็ทานแต่สลัดอกไก่ ไม่ทานข้าว ไม่ทานแป้ง หรือบางคนก็พกไข่ต้มมาจากบ้านวันละหลายๆ ฟอง แวลาทานก็ทานแต่ไข่ขาว ไข่แดงโยนทิ้ง เห็นแล้วเราอยากจะเข้าไปขอไข่แดงมาทานแทน (เสียดาย)
ที่หลายคนเลือกทานแต่ไข่ขาว เพราะเชื่อว่าไข่ขาวเป็นโปรตีนเพียวๆ ไม่มีคอเลสเตอรอลมากเหมือนไข่แดง จริงๆ แล้วไข่แดงเป็นตัวการของคอเลสเตอรอลในร่างกายของเราหรือไม่ ทานแต่ไข่ขาวมีโทษอะไรหรือไม่ Sanook! Health หาคำตอบมาให้แล้วค่ะ

ไข่ขาว VS ไข่แดง
ความแตกต่างของไข่แดงและไข่ขาว อยู่ที่ปริมาณแคลอรี่ และคอเลสเตอรอล โดยไข่แดงจะมีปริมาณแคลอรี่อยู่ราวๆ 60 Kcal ส่วนไข่ขาวอยู่ที่ 15 Kcal นั่นหมายความว่าไข่แดงมีอคลอรี่มากกว่าไข่ข่าวอยู่ราวๆ 4 เท่า ส่วนคอเลสเตอรอลนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไข่แดงมีคอเลสเตอรอลมากกว่าไข่ขาวที่แทบจะไม่มีคอเลสเตอรอลเลย ดังนั้นใครที่ใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง จึงเลือกทานแต่ไข่ขาวด้วยเหตุผลที่ไข่ขาวมีปริมาณแคลอรี่ และคอเลสเตอรอลต่ำ ได้โปรตีนไปช่วยเพาะกล้ามแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ไข่แดง คอเลสเตอรอลสูง อันตรายต่อร่างกาย?
อันที่จริงแล้ว ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายของเราไม่ได้มาจากอาหารการกินที่เราทานเข้าไปมากนัก ส่วนใหญ่มาจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย ลำพังเพียงคอลเสเตอรอลจากไข่แดง หากไม่ได้ทานเป็นจำนวนมากจริงๆ ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายมีคอเลสเตอรอลมากเกินไปอย่างแน่นอน ดังนั้นเรายังทานไข่แดงได้ตามปกติ หากอาหารที่จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายจริงๆ น่าจะเป็นอาหารที่มีไขมัน (ที่ไม่ดี) สูงมากกว่า
อ่านต่อ >> เอาให้เคลียร์! ไข่ไก่ กินวันละกี่ฟอง ถึงจะดีต่อสุขภาพ
นอกจากนี้ ไข่แดงยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายที่ไข่ขาวอาจไม่มี นั่นคือ ลูทีน-ซีแซนทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา ทำให้อัตราในการเป็นโรคตาเสื่อมสภาพ หรือตาบอดในวัยสูงอายุน้อยลง

ทานไข่ขาวมากเกินไป อันตรายหรือไม่?
แม้ว่าไข่ขาวจะดูดีมีประโยชน์ต่อร่างกายจากโปรตีนสูง แคลอรี่ และคอลเสเตอรอลต่ำ แต่การทานไข่ขาวมากจนเกินไป ก็ทำให้ร่างกายได้รัยโปรตีนมากเกินไป ไตก็จะทำงานหนักมากขึ้นเพื่อกรองเอาโปรตีนที่เป็นส่วนเกินของร่างกายออกไป ในระยะยาวอาจทำให้ไตทำงานผิดปกติได้เช่นเดียวกัน

สรุป
ใครที่อยากรักษาสุขภาพอย่างจริงจังมาก เลือกทานแต่ไข่ขาวก็ไม่ผิด ส่วนใครที่ชอบทานไข่แดง สามารถทานต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา การทานทั้งไข่ขาว และไข่แดง ไม่ได้ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นใครใคร่ทานแบบไหนก็ได้ แต่ควรรับประทานอื่นๆ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วย ร่างกายจะได้แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ขาดสารอาหารค่ะ

www.konphenfai.com
www.facebook.com/jeawshop

กระเนื้อ เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่?


เป็นผลจากการเจริญผิดปกติของผิวหนังส่วนบนลักษณะเป็นตุ่มแบน ผิวอาจดูขรุขระเล็กน้อย มีสีแตกต่างกันได้ตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนกระทั่งสีดำมีขนาดตั้งแต่เป็นจุดเล็ก จนกระทั่งใหญ่เป็นเซนติเมตรก็ได้ ตุ่มมีลักษณะพิเศษ คือ ดูคล้ายตุ่มนั้นแปะบนผิวหนัง

กระเนื้อเกิดจากอะไร
?

แทบทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น จะพบกระเนื้อมากบ้างน้อยบ้าง ยิ่งเข้าสู่วัยชราก็จะพบได้บ่อยขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก เชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังตามอายุ นอกจากนี้อาจพบมากขึ้นขณะตั้งครรภ์ ตามหลังการให้ยาฮอร์โมนบางชนิด จึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดด้วย


กระเนื้อเกิดขึ้นที่ใดในร่างกายได้บ้าง
กระเนื้อพบบ่อยที่บริเวณหน้าอก หลัง ใบหน้า คอ และหนังศีรษะ แต่จริง ๆ แล้วสามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย โดยในระยะแรกจะเป็นตุ่มสีน้ำตาลอ่อน ต่อไปจะขยายใหญ่นูนหนาขึ้น สีเข้มและผิวขรุขระมากขึ้น

จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่?
ดังที่กล่าวแล้วว่าแทบทุกคนจะมีกระเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น ถ้ากระเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นในร่างกาย แต่เนื่องจากกระเนื้อมักจะมีขนาดโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และถ้ามันอยู่ในบริเวณที่กระทบกระแทกง่าย หรือเราไปแกะเกาทำให้มีเลือดออกก็ขอแนะนำให้รักษา กระเนื้อที่มีสีดำมาก บางครั้งแยกยากจากมะเร็งผิวหนังบางอย่าง ในกรณีเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

จะป้องกันการเกิดกระเนื้อได้อย่างไร?

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดกระเนื้อที่ได้ผล

จะรักษาอย่างไร ?

 วิธีรักษามีหลายวิธี คือ
 1.  จี้ไฟฟ้า ก่อนจี้จะต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดทาบริเวณรอยโรค แล้วจี้บริเวณรอยโรคด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า หลังจากนั้นขูดเนื้อเยื่อบริเวณที่จี้ออก วิธีนี้จะมีแผลตื้น ๆ บริเวณที่ขูดซึ่งจะหายภายใน 1สัปดาห์

 2.  จี้ด้วยสารเคมี เช่น กรดไตรคลออะซิติค วิธีนี้ไม่ต้องใช้ยาชา แต่จะมีอาการแสบบ้างบริเวณตำแหน่งที่จี้ การจี้จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตายและหลุดออก ข้อเสีย คือ ถ้ากระเนื้อหนามากอาจหลุดไม่หมด หรือต้องจี้หลายครั้ง

 3.  จี้ด้วยไนโตรเจนเหลว วิธีนี้จะทำให้เกิดตุ่มน้ำพองขึ้นใต้รอยโรค ซึ่งต่อไปจะแห้งเป็นสะเก็ดแล้วหลุดไปใน 2-3 สัปดาห์ ข้อเสียคือบางครั้งอาจเกิดรอยดำหรือขาวหรือแผลเป็นบริเวณรอยโรค สำหรับรอยดำหรือขาวที่เกิดจะจางไปได้ตามเวลา


มีจุดน้ำตาลออกดำที่ผิวหนังเป็นกระเนื้ออย่างเดียวใช่หรือไม่
 ? 

ไม่ใช่ มีโรคผิวหนังอีกหลายโรคที่ให้ลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น


 1.  หูด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า Human papilloma virus ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อจะเป็นตุ่มนูนแข็งผิวขรุขระ แต่สีมักเป็นสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน

 2.  ไฝ

 3.  การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากแสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผิวขาวที่อาชีพการงานต้องออกแดด เป็นระยะเวลานาน ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลสะสม เห็นผิวหนังเป็นจุดหรือปื้นดำ ๆ มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขนด้านนอก หลังมือ

 4.  มะเร็งผิวหนังบางชนิด บางครั้งแยกจากกระเนื้อยาก ข้อสังเกตคือ ถ้ารอยโรคนั้นโตเร็วมีแผลมีเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง


www.konphenfai.com
www.facebook.com/jeawshop

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง” โดยไม่รู้ตัว



ฮิวจ์ แจ็คแมน นักแสดงฮอลลีวูดที่ได้รับบทนำในภาพยนตร์ตระกูลมาร์เวลอย่าง “โลแกน” หรือ “วูฟเวอรีน” เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังบริเวณจมูก เขาโพสภาพของตัวเองพร้อมกับคำเตือนสั้นๆ ว่า “ทาครีมกันแดดกันเถอะ” นั่นหมายความว่า มีสาเหตุมาจากแดงแดดได้ แล้วแดดแรงๆ อย่างในบ้านเราจะปลอดภัยได้อย่างไร

มะเร็งผิวหนัง มีสาเหตุมาจากอะไร?
มะเร็งผิวหนัง เป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง และเยื่อบุ ที่เกิดขึ้นจากเซลล์ผิวหนัง และเยื่อบุมีการเจริญเติบโต และแบ่งตัวอย่างผิดปกติ
โรคผิวหนังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- มะเร็งผิวหนังชนิดเบเซลเซลล์ (Basal cell carcinoma) เกิดขึ้นบริเวณชั้นผิวหนังในส่วนบนๆ จะมีความรุนแรง และอันตรายน้อยที่สุด
- มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (Squamous cell carcinoma) มีความคล้ายคลึงกับชนิดแรก แต่จะกระจายตัวได้เร็วกว่า และเกิดบนชั้นผิวหนังที่ลึกกว่า สามารถคลำเจอเป็นก้อนแข็งๆ อยู่ที่ชั้นผิวหนังด้านล่าง
- มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Malignant melanoma) เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นที่เซลล์เม็ดสีผิว หรือเมลานิน พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรง เพราะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง
  1. ไม่ใช้ครีมกันแดด เพราะรังสีอัลตร้าไวโอเลต หรือรังสียูวี ชนิด UVA และ UVB มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
  2. ทำงาน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา
  3. ชอบนอนอาบแดด เพื่อให้ได้ผิวสีแทน
  4. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติโรคมะเร็งผิวหนัง
  5. ผู้ที่มีเชื้อชาติตะวันตก ที่มีลักษณะผิวขาว ผมบลอนด์ อาจมีเม็ดสีผิวน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตร้าไวโอเลตได้น้อยกว่าคนที่มีผิวสีเข้ม
  6. อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือกำลังรับยากดภูมิต้านทาน
  7. เป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉายรังสี


โรคมะเร็งผิวหนัง มีอาการอย่างไร?
โรคมะเร็งผิวหนังอาจเริ่มจากบริเวณที่เป็นไฝ โดยสามารถสังเกตได้ว่า ไฝมีผื่น หรือก้อนโตขึ้นหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสี ขนาด ลักษณะขอบไฝที่ไม่เรียบ แตกเป็นแผล หรือมีเลือดออกหรือไม่
นอกจากบริเวณไฝแล้ว บริเวณผิวหนังปกติอาจมีแผล หรือผื่นที่เรื้อรังรักษาไม่หาย และเป็นแผลโดยไม่ทราบสาเหตุ

โรคมะเร็งผิวหนัง ป้องกันอย่างไร?
วิธีป้องกันมะเร็งผิวหนัง ทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป และทาซ้ำทุกๆ 15-30 นาที เมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตผิวหนังของตัวเองว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติของผิวหนังในระยะแรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด แดดแรงจัดแบบบ้านเรา มีโอกาสที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะคนผิวขาว หรือผู้ที่มีเชื้อสายจีน เซลล์ผิวหนังอาจป้องกันรังสีไวโอเล็ตได้น้อยกว่าคนทั่วไป ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก อย่าลืมทาทั้งใบหน้า และลำตัวก่อนออกจากบ้านนะคะ

www.konphenfai.com
www.facebook.com/jeawshop

น้ำมันมะพร้าวกันแดด ไขข้อสงสัย ? ชัวร์หรือมั่วนิ่ม


 น้ำมันมะพร้าวกันแดด ไขข้อสงสัย... น้ำมันมะพร้าวช่วยกันแดดได้ จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ มาหาคำตอบกันเลยค่ะ
          น้ำมันมะพร้าว ผู้ช่วยความงามจากธรรมชาติที่สาว ๆ รู้จักกันดีและมีราคาถูก หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า "สามารถช่วยกันแดดได้ดี" ซึ่งคำถามนี้ สำหรับใครที่กำลังหาคำตอบกันอยู่ ฟังให้ชัด ๆ กันเลยค่ะว่า "จริง" เพราะคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวนั้นจะมีสารกันแดดอ่อน ๆ เป็นส่วนผสมอยู่ ซึ่งจะสามารถปกป้องผิวจากแดดได้ถึง SPF 25 เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาอาการอักเสบและอาการไหม้เกรียมของผิวหนังที่ถูกแดดเผาเป็นเวลานาน ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้อย่างชัดเจนเลยว่า "น้ำมันมะพร้าวช่วยกันแดดได้ดี" ไม่มั่วนิ่มค่ะ


ทั้งนี้สำหรับวิธีการใช้ก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่นำน้ำมันมะพร้าวเพียงเล็กน้อยมาชโลมผิวให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้จนน้ำมันซึมเข้าสู่ผิวหนังแล้วค่อยออกจากบ้าน แค่นี้น้ำมันมะพร้าวก็จะทำหน้าที่ปกป้องผิวจากแดดให้กับคุณได้แล้วล่ะค่ะ ที่สำคัญยังจะไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมกันแดดทั่ว ๆ ไปอีกด้วย


และนอกจากจะทำหน้าที่กันแดดแล้ว สำหรับใครที่มีอาการผิวไหม้จากแดด เนื่องจากผิวหนังโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ น้ำมันมะพร้าวก็ช่วยรักษาได้เช่นกันค่ะ เพียงแค่นำน้ำมันมะพร้าวมาทาบริเวณผิวหนังที่ไหม้จากแดด เพียงไม่กี่ชั่วโมงอาการแดงและปวดแสบปวดร้อนก็จะหายไปได้เองค่ะ สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะคะสาว ๆ

          เห็นไหมคะว่านอกจากน้ำมันมะพร้าวจะช่วยป้องกันแดดได้ดีแล้ว ยังจะสามารถใช้รักษาอาการผิวไหม้จากแดดได้อีกด้วย เรียกได้ว่าคุณสมบัติเริด แถมราคาก็ยังถู้กถูก แบบนี้เห็นทีคงจะต้องซื้อน้ำมันมะพร้าวมาไว้ติดบ้านกันไว้เยอะ ๆ แล้วล่ะค่ะ ^^



เบกกิ้งโซดา+เลมอน ตัวช่วยฟันขาวแบบธรรมชาติใน 2 นาที!

เคล็ดลับ DIY ฟันสวยเร่งด่วนแบบไม่ต้องวิ่งเข้าไปทำฟันกับคุณหมอ รอแค่ 2 นาทีก็เห็นผลแล้ว ข้อดีของฟันที่ขาวก็

คือทำให้ใบหน้าเราดูโดดเด่นขึ้น และเวลายิ้มก็ทำให้เรามีบุคลิกที่ดี ทาปากสีอะไรก็สวยงามไม่ต้องคิดมากเลยล่ะค่ะ 

เอาล่ะไปดูกันว่าเราต้องทำอย่างไรบ้าง


สิ่งที่ต้องเตรียม
  • เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
  • เลมอน 1 ซีก
How to
  1. ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเลมอนลงในถ้วยที่เตรีมไว้แล้วผสมให้เข้ากัน เบกกิ้งโซดาจะทำปฏิกิริยากับเลมอนทำให้เกิดฟองฟู่ขึ้นมา คนให้ผงเบกกิ้งโซดาละลายจนหมด
  2. เมื่อทำขั้นตอนแรกเสร็จแล้วก็ใช้ลำสีชุบส่วนผสมที่เตรียมไว้ แล้วนำมาถูที่ฟันให้ชุ่ม
  3. ทาน้ำยาฟอกฟันขาวทิ้งไว้ที่ฟันให้ทั่วโดยพยายามยิงฟันค้างไว้ 2 นาที ส่วนผสมนี้จะช่วยขจัดคราบเหลืองบนฟันออกให้ได้มากที่สุด
  4. บ้วนปากออกสัก 2 รอบ ฟันขาวขึ้นแน่นอน

แค่คุณทำแบบนี้อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ใบหน้าคุณจะอ่อนเยาว์ลงไปกว่า 10 ปี


แค่คุณทำแบบนี้อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ใบหน้าคุณจะอ่อนเยาว์ลงไปกว่า 10 ปี

ผู้หญิงญี่ปุ่นพึงพอใจกับคุณประโยชน์ของข้าวมานานนับศตวรรษ และนั้นคือของขวัญจากธรรมชาติความลับของ

ความงามมีอยู่ในนี้

ข้าว เป็นแหล่งกำเนิดที่มหัศจรรย์ ซึ่งประกอบไปด้วย กรดไลโนเลอิกและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอำนาจช่วยกระตุ้น

การผลิตคอลลาเจน มันช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย สควาลีน (Squalene) ยังช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด วิตามินอีและ

แกมมาออไรซานอล พบมากในข้าว ที่สามารถช่วยปกป้องหัวใจและลดระดับคอเลสเตอรอล

น่าเสียดายนอกจากคนญี่ปุ่นแล้วคนส่วนใหญ่ไม่ทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้ ข้าวช่วยฟื้นฟูผิวให้อ่อนเยาว์อย่างน่า

มหัศจรรย์ เราจะให้คุณทำมาส์กข้าวที่แสนง่ายที่จะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าและทำให้ผิวพรรณดีขึ้น


คุณต้องเตรียม

ข้าว 3 ช้อนโต๊ะ


นม 1 ช้อนโต๊ะ


น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

นำข้าวไปหุงให้สุกเก็บน้ำซาวข้าวไว้ ใส่นมอุ่น 1ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะลงไปในข้าว แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นใช้

มาส์กหน้าและปล่อยทิ้งให้แห้ง หลังจากนั้นทำ ความสะอาดผิวหน้าและล้างออกด้วยน้ำซาวข้าว

น้ำข้าวมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่แข็งแกร่ง ทำให้ผิวชุ่มชื่นและกระตุ้นการไหลเวียน น้ำข้าวยังช่วยในการลบจุดด่าง

ดำและบรรเทาการอักเสบ มันจะทำให้ผิวชุ่มชื่น มีสุขภาพดีและปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทำซ้ำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง คุณจะประหลาดใจกับผิวของคุณในกระจก คุณ

จะดูอ่อนเยาว์ลงกว่า 10 ปี


www.konphenfai.com
www.facebook.com/jeawshop

สุดยอดวิธีทำให้ผิวขาวแบบธรรมชาติง่ายๆ ด้วยของใช้ใกล้ตัว


สุดยอดวิธีทำให้ผิวขาวแบบธรรมชาติง่ายๆ ด้วยของใช้ใกล้ตัว

ส่วนผสม มะนาว,เบคกิ้งโซดา,แป้งฝุ่น,ถ้วย,ช้อน,นม

ขั้นตอนการทำ นำเบคกิ้งโซดาใส่ถ้วย 1 ช้อน บีบมะนาวใส่กับเบคกิ้งโซดา แล้วผสมให้เข้ากัน และใส่นมลงไป 1 

ช้อนตามด้วยแป้งหลังจากนั้นก็ผสมให้เข้ากัน พอผสมเสร็จแล้วก็นำมาขัดที่แขนหรือส่วนที่เราต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 

1-2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเช้า-เย็น ประมาณ 1 อาทิตย์จะเห็นผล


 **หมายเหตุ ไม่ควรใช้ล้างหน้าเด็ดขาด!!**

ไม่ควรใช้ล้างหน้าเด็ดขาด การใช้เบกกิ้งโซดา ยังอาจจะทำให้ใบหน้าเกิดอาการแพ้ได้อีกด้วย โดยในรายที่แพ้จะ

ทำให้เกิดรอยผื่นแดงคัน เหมือนกับการแพ้และระคายเครื่องสำอาง ดังนั้น จึงไม่ควรใช้เบกกิ้งโซดาล้างหน้า หรือขัด

หน้าโดยเด็ดขาด




สูตรผิวขาวด้วย “น้ำมะขามเปียก” ธรรมชาติที่มอบความใส

วันไหนอยู่บ้านว่างๆ นึกอยากบำรุงผิวหน้าแบบโบร่ำโบราณขึ้นมา สดสวยแนะนำให้นึกถึงสูตรนี้ค่ะ ผิวใสไม่ใช่เรื่อง

ยาก ถ้าเราใส่ใจและพิถีพิถันในการบำรุง ดูแค่ส่วนผสมก็รู้แล้วว่าดีต่อผิวแค่ไหน

สูตรดินสอพองผสมน้ำมะขามเปียก



สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ดินสอพองสะตุ 3 – 4 เม็ดใหญ่
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาดเลยค่ะ
  2. จากนั้นก็ผสมน้ำมะขามลงไปแล้วคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ ค่ะ
  3. พอได้แล้วก็นำไปทาจนทั่วใบหน้า ยกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ
  4. จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที
  5. แล้วล้างหน้าให้สะอาด อย่าให้ดินสอพองตกค้าง เพราะจะเป็นสิวอุดตันได้ค่ะ


เห็นไหมคะ มันง่ายมากจริงๆ ทำบ่อยๆ ผิวจะไม่ใสได้ไงเนอะสาวๆ



อาหารต้านสิว อยากผิวสวยต้องกินนะ!

ถ้าไม่อยากเป็นสิว นอกจากวิธีป้องกันด้วยการทำความสะอาดผิวแล้ว การเลือกกินอาหารที่ดีก็มีส่วนช่วยด้วยเหมือนกัน

นะคะ วันนี้สดสวยมีตัวช่วยต้านสิวมาฝาก ถ้าหากใครอยากมีผิวสวย ให้อาหารเหล่านี้ช่วยได้ค่ะ


เสริมด้วยโอเมก้า 3

อาหารต่างๆ ที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน วอลนัท ถั่วแระ จะช่วยปรับระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้ช่วยป้องกัน
การเกิดสิว และลดสิวอักเสบได้

ต้านอนุมูลอิสระ

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ก็ดี ชาเขียวก็ดี มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งนั้นค่ะสาวๆ จะดื่มชาเขียวร้อนตอนเช้า หรือกินผลไม้ยาม
บ่าย ก็ช่วยดูแลผิวให้สวยได้ค่ะ

เติมซีลีเนียม

ช่วยลดการอักเสบของผิวได้ ซึ่งมีอยู่ในอาหารประเภท ปลาทูน่า อาหารทะเล ข้าวกล้อง หัวหอม กระเทียม

น้ำสะอาด

ขาดไม่ได้เลยนะ เพราะน้ำช่วยบำรุงผิวได้ดีที่สุด ควรดื่มให้เพียงพอที่ร่างกายต้องการ หรืออย่างน้อยวันละ 2 ลิตรค่ะ


ต่อจากนี้ไปเห็นอาหารเหล่านี้ต้องพุ่งใส่เลยนะคะ เพราะเรื่องสิวไม่ใช่เรื่องน่ายอม อย่าปล่อยให้มันเกิดเด็ด
ขาดค่ะ




ไข่แดง+มะนาว สูตรกำจัดรังแคแบบง่ายๆ

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ทุกคนใส่เสื้อผ้าสีเข้มกันทั้งนั้น เรื่องสำคัญที่น่าเป็นห่วงคือ หากใครมีปัญหารังแคอยู่จะต้องได้

อายเป็นแน่ค่ะ เพราะเสื้อดำจะทำให้เห็นรังแคชัดมากขึ้น ดังนั้นเราควรหันมาดูแลหนังศีรษะอย่างจริงจัง นำสูตรนี้ไป

ใช้ได้เลยค่ะ


สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. ไข่แดง 1 ฟอง
  2. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำสะอาด 1 ถ้วย

วิธีทำก็ง่ายมากค่ะ แค่…

  • นำไข่แดงมาเทใส่ถ้วยแล้วตีไข่แดงให้แตก นำไข่แดงมาชโลมให้ทั่วศรีษะ แล้วทิ้งไว้ 5-10 นาที
  • จากนั้นนำน้ำมะนาวผสมน้ำในอัตราส่วน น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำสะอาด 1 ถ้วย
  • ล้างไข่แดงออกจากผม
  • แล้วสระด้วยแชมพูอ่อนๆ หรือแชมพูสำหรับเด็กอีกครั้งค่ะ
วิธีนี้จะช่วยลดการเกิดรังแคได้ ลองทำสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยทำให้ปัญหารังแคหมดไปได้ค่ะ



แคนตาลูป ผลไม้ที่สาวออฟฟิศต้องยกให้เป็น MUST EAT!

แคนตาลูป ผลไม้มากประโยชน์ ที่ไม่ว่าใครต่างก็รู้กันดีกว่า แคนตาลูปอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่ดีต่อ

สุขภาพมากแค่ไหน แต่รู้ไหมว่าผลไม้ชนิดนี้เหมาะกับใครมากที่สุด นั่นก็คือบรรดาสาวออฟฟิศทั้งหลายนั่นเอง เอา

เป็นว่ามาดูประโยชน์ของแคนตาลูปที่มีต่อสาวออฟฟิศกันหน่อยดีกว่า



กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน

สาวออฟฟิศมักจะต้องนั่งทำงานอยู่กับที่ตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายหรือขยับร่างกายเลย ซึ่งก็เป็นผล
ให้น้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่การทานแคนตาลูปจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะแคนตาลูปนั้นอุดมไปด้วย วิตามินบี 6 
ที่จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ร่างกายมีการนำไขมันออกมาใช้มากขึ้นแม้จะไม่ค่อยได้
ออกกำลังกายสักเท่าไหร่ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการจับตัวของคอเลสเตอรอล ให้คุณมีหุ่นสวย บอกลาไขมันไปได้เลย

บำรุงผิวพรรณให้สดใส

ผิวสวยสุขภาพดีแค่ทานแคนตาลูป เพราะแคนตาลูปนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินบี 3 ที่จะช่วยปรับสีผิวให้ขาว
กระจ่างใสขึ้น และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่นของผิว จึงทำให้ผิวดูเต่งตึง และอ่อนเยาว์เหมือนผิวเด็ก 
แม้ในคนที่ผิวหมองคล้ำจากแสงแดด ก็หมดกังวลไปได้เลย

เสริมสร้างภูมิต้านทาน

เมื่อออกกำลังกายน้อยและพักผ่อนน้อย ร่างกายก็มักจะอ่อนแอและมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องเสริมภูมิ
ต้านทานให้กับตัวเองสักหน่อย ด้วยการทานแคนตาลูป ผลไม้มากประโยชน์นั่นเอง จัดเป็นเมนูของว่างบนโต๊ะทำงาน
กันเลย เพียงทานแคนตาลูปให้ได้วันละ 100 กรัม สขภาพของคุณก็จะดีขึ้น ทั้งห่างไกลจากโรคมะเร็งและ
โรคร้ายอื่นๆ แล้ว


เป็นอย่างไรบ้างเอ่ยกับแคนตาลูป ผลไม้มากประโยชน์ที่สาวออฟฟิศไม่ควรพลาดเป็นอันขาด สาวออฟฟิศ
คนไหนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือมีเวลาดูแลตัวเองน้อย ก็ลองทานแคนตาลูปเป็นประจำดูนะ รับรองได้
ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแน่นอน



หลากสครับสูตรขัดผิว 3 แบบให้เลือก

ผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดไป สร้างผิวเกิดใหม่ที่สวยงาม ก็เห็นจะมีวิธีสครับนี่แหละค่ะที่เห็นผลไวที่สุด การขัดผิวทำให้

เซลล์ผิวเสื่อมสภาพหลุดออกง่ายดาย เพียงขัดเบาๆ ผิวเราก็สวยงามอร่ามตา แต่ว่าสครับแบบไหนน่าลองบ้างล่ะ มาดู

กันดีกว่า

เกลือทะเล



  • วิธีเบสิกที่ยังนิยมอยู่เสมอ แต่ก่อนจะนำมาใช้ควรตำเกลือทะเลให้ละเอียดขึ้น เพราะเดี๋ยวจะบาดผิว
  • จากนั้นค่อยนำมาผสมกับขมิ้นผงและนมสด
  • คนให้ส่วนผสมเข้ากันแล้วนำมาสครับผิวทั่วเรือนร่าง
  • จากนั้นปล่อยไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดค่ะ

มะขามเปียก

วิธีโบร่ำโบราณเขากล่าวมา อยากมีผิวพรรณขาวใสให้สูตรมะขามเปียกดูแลเลยค่ะ ด้วยคุณสมบัติของมะขามเปียกที่มี
กรด AHA จากธรรมชาติที่จะช่วยผลัดเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวขาวใสขึ้นง่าย
  • เพียงนำมะขามเปียกมาผสมกับน้ำอุ่นให้ข้นๆจากนั้นนำมาสครับเบาๆ
  • แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที
  • ขัดซ้ำอีกครั้งด้วยใยบวบ แล้วล้างผิวให้สะอาด

วิธีโบร่ำโบราณเขากล่าวมา อยากมีผิวพรรณขาวใสให้สูตรมะขามเปียกดูแลเลยค่ะ ด้วยคุณสมบัติของมะขามเปียกที่มี
กรด AHA จากธรรมชาติที่จะช่วยผลัดเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวขาวใสขึ้นง่าย
  • เพียงนำมะขามเปียกมาผสมกับน้ำอุ่นให้ข้นๆจากนั้นนำมาสครับเบาๆ
  • แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที
  • ขัดซ้ำอีกครั้งด้วยใยบวบ แล้วล้างผิวให้สะอาด

ขมิ้น เป็นสมุนไพรช่วยสมานผิว แถมยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวได้อีกด้วย
  • แนะนำให้นำขมิ้นชันสดมาปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตำให้ละเอียด
  • นำไปผสมกับน้ำมะขามเปียกข้นๆ และนมสดเล็กน้อย
  • คนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาขัดผิวจนทั่ว
  • ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
  • จากนั้นล้างออกให้สะอาด